การเรียนภาษาบาลี ท่ามกลางเสียงปืนลูกระเบิดและกลิ่นคาวเลือด

ในดินแดนด้ามขวานทองสุดปลายด้ามที่เรียกว่า แหลมมลายู แห่งนี้ มีชนชาติหลากหลาย ทั้งเป็นคนดั้งเดิม และคนที่อพยพมาจากพื้นที่ต่างๆ หลากหลายเผ่าพันธุ์

ย้อนกลับไปในอดีตกาลนั้น มีประวัติศาสตร์ยาวไกลพอสมควร ผู้คนเคยนับถือมีความเชื่อในลัทธิโบราณ เช่น ความเชื่อและบูชาผี เทวดา วิญญาณ และขยับมาเป็นศาสนา ที่มีระบบระเบียบในการจัดการสังคมได้ดีขึ้น   นั่นก็คือ ศาสนาพราหมณ์ ที่เข้ามาพร้อมด้วยพ่อค้า และการอพยพของผู้คนจากดินแดนชมพูทวีป ซึ่งก็คือประเทศอินเดีย ปากีสถาน อัฟกานิสถาน บังกลาเทศ และเนปาล

ผู้คนในสมัยนั้นเดินทางโดยเรือสำเภาบ้าง ทางเท้ามาผ่านดินแดนพม่าในปัจจุบันบ้าง ได้นำความเชื่อวัฒนธรรมตามแบบฉบับของชมพูทวีป มีหลากหลายอย่าง เช่น ภาษา ความรู้ ความเชื่อ ซึ่งทั้งสามส่วนนี้ ก่อให้เกิดภาษาพูด เขียน พิธีกรรม การจัดระบบความคิด อุดมการณ์ในการดำรงชีวิต หรือการจัดระเบียบสังคม และวิธีการดำรงชีพ เพื่อความอยู่รอด

ในช่วงยุคศาสนาพราหมณ์เข้ามาในดินแดนแถบนี้ สร้างความเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก มีหลักฐานที่หลงเหลือเป็นวัตถุมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศกัมพูชา ประเทศอินโดนีเซีย และแม้กระทั่งประเทศไทยของเรา ที่ยังคงยึดถือปฏิบัติตามแนวความคิดในศาสนาพราหมณ์

ครั้นล่วงมาในสมัยหลังพุทธกาล ความเด่นชัดของความเชื่อตามแนวพระพุทธศาสนาเริ่มเข้ามาสู่ดินแดนแห่งนี้ และขยายออกไปในพื้นที่ครอบคลุม ตั้งแต่ตอนบนของพม่า ลงมาจนสุดปลายแหลมมลายู และถึงเกาะชวา เกาะสุมาตรา พุทธศาสนาเข้ามา และกลมกลืนไปกับความเชื่อดั้งเดิมของคนในพื้นที่ที่มีความเชื่อแบบศาสนา พราหมณ์ จนเกิดวัฒนธรรมผสมผสานเข้าด้วยกัน พิธีกรรม แนวคิดและภาษา เช่น ภาษาสันสกฤต ภาษาบาลี ที่เป็นแม่แบบของภาษาในประเทศไทย หรืออินโดนีเซีย ที่ยังคงมีคำศัพท์สำเนียงที่ผันเสียงมาแต่สันสกฤต และบาลี

แต่หากพิจารณาความหมาย ก็จะได้รากเหง้าของภาษานั้นๆ ได้ทันที ภาษาที่มีอิทธิพลในบริเวณนี้ก็คือ สันสกฤต และบาลี

มีการสันนิษฐานว่า ในยุคแรกๆ นั้น ศาสนาพราหมณ์นำภาษาสันสกฤตเข้ามา เมื่อพุทธศาสนายุคแรกๆ แบบมหายาน ที่เข้ามาก็เป็นสันสกฤตเช่นกัน แต่มีการใช้อักษรที่เปลี่ยนรูปไปบ้าง ในพื้นที่ถิ่นนั้นๆ

ครั้นเมื่อพุทธศาสนาในยุคหลัง ที่เป็นแบบเถรวาท ที่ใช้ภาษาบาลีเป็นหลักเข้ามา สำเนียงภาษาก็คละเคล้ากันไป แต่เมื่ออิทธิพลของพุทธศาสนาแบบหลัง คือ เถรวาทมีความเข้มแข็งกว่า ด้วยอำนาจรัฐ คือ สุโขทัยในยุคนั้นใช้บาลีตามแบบอย่างพุทธศาสนาลังกาวงศ์ จนมาถึงปัจจุบัน ส่งผลให้พุทธศาสนาแบบมหายานสิ้นสุดไปโดยปริยายทั่วพื้นที่ประเทศไทย เป็นอันว่า ภาษาที่ใช้กับพุทธศาสนาจนถึงปัจจุบันจึงเป็น ภาษาบาลี

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยได้พัฒนาการศึกษาภาษาบาลี ในรูปแบบตัวอักษรไทยมาหลายยุคสมัย มีพัฒนาการมาเรื่อยๆ มีการจัดเข้าไว้ในหลักสูตรวิชาเรียนในโรงเรียน ทำให้คนไทยเข้าใจคำบาลีได้ดีมาก

แต่นั่นคือในสมัยก่อน มาปัจจุบันไม่มีวิชาภาษาบาลีอยู่ในตำราเรียนของโรงเรียนเสียแล้ว จึงทำให้ครูและผู้คนของเราไม่เข้าใจหัวข้อธรรมะทางพุทธศาสนา จึงเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงว่า ต่อไปการศึกษาพุทธศาสนาตามหลักธรรมจะยากขึ้น

ท่ามกลางสังคมไทยที่ไม่สนใจภาษาบาลี แต่กลุ่มพระภิกษุสามเณรส่วนหนึ่งของประเทศ กำลังตั้งใจอย่างจริงจัง ในการศึกษาภาษาบาลีตามระบบการศึกษา แผนกบาลีของคณะสงฆ์ไทย มีสำนักเรียนใหญ่อยู่หลายสำนัก ที่มีชื่อเสียง มีนักเรียนเป็นร้อยก็มี แค่สิบก็มี หรือแม้กระทั่งไม่ถึงสิบก็ยังมี ทั้งพระอาจารย์ผู้สอน เจ้าอาวาสซึ่งเป็นทั้งเจ้าสำนักเรียนบาลีด้วย ถ้าไม่มีบารมีจริงๆ ก็ไม่สามารถเปิดสำนักเรียนบาลีได้เลย

ตัวอย่างหนึ่งที่จะยกมาเป็นตัวอย่าง นั่นคือ สำนักเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี วัดราษฎร์บูรณะ (วัดช้างให้) อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นสำนักเรียนประจำจังหวัดปัตตานี ได้เปิดทำการสอนมาตั้งแต่ปี 2523 จนกระทั่งปัจจุบัน

ความสำเร็จเกิดมาจากบารมีของ หลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ที่คอยคุ้มครองรักษาบรรดาพระภิกษุสามเณรในวัด และการเรียนการสอนบาลีให้มั่นคง และยืนหยัดมาได้เป็นเวลาเกือบ 30 ปี

พระครูศรีจริยาภรณ์ (ชรัช อุชุจาโร) รองเจ้าคณะจังหวัดปัตตานี รองเจ้าอาวาสวัดราษฎร์บูรณะ (วัดช้างให้) บอกว่า ในช่วงเวลาสถานการณ์ความไม่สงบมาถึงปัจจุบัน จำนวนนักเรียนก็ยังคงลดลงบ้างนิดหน่อย แต่การเรียนยังคงเข้มข้น และในปีนี้ได้มีการถวายรางวัลเป็นกำลังใจแก่พระภิกษุสามเณรที่สอบได้เปรียญ ธรรมชั้นต่างๆ ที่จัดขึ้นโดยคณะสงฆ์ภาค 18 ซึ่งมี พระเทพวีราภรณ์ เจ้าคณะภาค 18 รูปปัจจุบัน ได้จัดขึ้น

ความภาคภูมิใจของพระภิกษุสามเณร ในสำนักเรียนวัดราษฎร์บูรณะ (วัดช้างให้) นั้น เป็นความภูมิใจในการยืนหยัด และรักษาการศึกษา

สำนักเรียนพระปริยัติธรรม แผนกบาลี วัดราษฎร์บูรณะ (วัดช้างให้) ปีนี้มีนักเรียนทั้งสิ้น 40 รูป  ตามชั้นเรียน ตั้งแต่ประโยค ไวยากรณ์ ไปจนถึง ป.ธ.8 เป็นนักเรียนที่ต้องอยู่ประจำในวัด เรียนทุกวัน หยุดวันพระ และวันอาทิตย์ มีกิจกรรมอื่นๆ เช่น การเปิดสอนศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ที่จะให้เป็นที่ถ่ายทอดความรู้ของบรรดาพระภิกษุสามเณร ผู้เรียนบาลีแล้ว ลงไปสู่เด็กๆ ที่มาเรียนกันทุกวันอาทิตย์ จำนวนถึง 300 กว่าคน บรรดาพระเณรเปรียญ ก็ได้ทำหน้าที่อย่างสมภาคภูมิ  สร้างยุวพุทธรุ่นใหม่ เพื่อสืบต่อพุทธศาสนาไปอีกทอดหนึ่ง

ทั้งนี้ มูลนิธิสมเด็จหลวงพ่อทวด และพระครูวิสัยโสภณ (ทิม ธมฺมธโร) วัดช้างให้ ได้นำดอกผลมาสร้าง ศูนย์เรียนรู้คอมพิวเตอร์ ในวัดช้างให้ อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการจะเปิดสอนให้พระภิกษุสามเณร เยาวชน และผู้ที่สนใจ ตลอดจนจะให้เป็นศูนย์บริการการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ แก่ผู้สนใจทั่วไปในเร็วๆ นี้ด้วย

ผลพวงจากการเรียนการสอนภาษาบาลี จึงเป็นเสมือนการรักษา การสร้างบุคลากรของพุทธศาสนาในพื้นที่ เพื่อเผยแผ่ให้พุทธศาสนาฝังรากลึกลงไปในจิตวิญญาณของลูกหลานชาวพุทธในแดนใต้ สุดต่อไป ตราบนานเท่านาน

"การคงรักษาไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาในพื้นที่เสี่ยงเช่นนี้ เป็นความรับผิดชอบอย่างใหญ่หลวง พระทุกรูปได้ขวนขวายตั้งใจรักษาสำนักฯ มันไม่ใช่แต่เพื่อการรักษาสำนักเรียนเท่านั้น แต่มันหมายถึงขวัญ กำลังใจ ความสุขใจของคนในท้องที่ และพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ที่ได้รับจากพระภิกษุสามเณร ที่ยังคงเรียนภาษาบาลีที่สำนักเรียนแห่งนี้ วัดช้างให้ หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ขอให้ญาติโยมพุทธศาสนิกชนทุกท่าน ส่งกำลังใจ เพียงแค่อธิษฐานจิตให้มั่นคง และบริสุทธิ์ เพื่อความอยู่รอด และการคงไว้ซึ่งพุทธศาสนาในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ ให้คงอยู่ และเจริญมั่นคง เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจพี่น้องพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ที่อยู่ในภาวะของ ความเดือดร้อน หวาดระแวง และความอยู่รอดของพุทธศาสนิกชนเองให้ได้" รองเจ้าคณะจังหวัดปัตตานีกล่าว

ผู้เขียน: ไตรเทพ ไกรงู

ที่มา: คมชัดลึก

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

  • ที่อยู่เว็บและอีเมลจะเปลี่ยนเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • แท็ก HTML ที่อนุญาตให้ใช้
  • ขึ้นบรรทัดและจัดย่อหน้าให้อัตโนมัติ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตัวเลือกการจัดรูปแบบ

By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.