"พระราชปริยัตโยดม'' พระนักพัฒนาการศึกษาแห่งวัดจองคำ

คุณูปการของพระพุทธศาสนาที่มีต่อสังคมไทยมาช้านานนั้น นอกจากจะช่วยจรรโลงบ่มเพาะจิตใจของผู้คน ให้ดำรงอยู่ด้วยความสงบร่มเย็นแล้ว ยังเปรียบเสมือนโรงเรียนที่ให้การศึกษา แก่เยาวชนของชาติอีกด้วย แม้ว่าปัจจุบันหน้าที่การให้การศึกษาจะถูกแทนที่ด้วยโรงเรียนสามัญทั้งรัฐ และเอกชนที่เกิดขึ้นจำนวนมาก แต่โรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ตั้งอยู่ในวัดก็ถือว่ายังเป็นสถานที่หลักใน การให้การศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรมาอย่างต่อเนื่อง

เช่นเดียวกับ โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและบาลี ที่วัดจองคำ พระอารามหลวง ใน ต.บ้านหวด อ.งาว จ.ลำปาง ที่ก่อตั้งโดย พระราชปริยัตโยดม (โอภาส โอภาโส) เจ้าอาวาสวัดจองคำ ที่เป็นแหล่งเล่าเรียนภาษาบาลีของพระภิกษุสามเณรมาตั้งแต่ปี 2537

ที่สำคัญคือตลอดระยะเวลา 13 ปีในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน พระปริยัติธรรมวัดจองคำนั้น มีพระภิกษุสามเณรสามารถสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค (ป.ธ.9) มากถึง 17 รูป เป็นพระภิกษุ 1 รูป และสามเณร 16 รูป โดยจำนวนสามเณรที่สอบได้นับว่ามีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย นับตั้งแต่ มีการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมในสมัยรัตนโกสินทร์

หลวงปู่โอภาส เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาอยู่ ต.บ้านหวด อ.งาว ท่านจำวัดอยู่ในเมืองลำปาง โดยญาติโยมได้นิมนต์ท่านให้มาจำพรรษาที่วัดจองคำ ในวันที่ 17 พ.ย. 2524 ซึ่งวัดจองคำในขณะนั้นเป็นวัดร้างมีเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ ประกอบไปด้วยเจดีย์ใหญ่ 1 องค์และเจดีย์เล็ก 4 องค์ที่อยู่ในสภาพทรุดโทรม ส่วนกุฏิพระมีเพียงหลังเดียว ซึ่งก็มีแต่หลังคาไม่มีพื้นแถมหลังคายังเต็มไปด้วยรูรั่ว และมีพระพุทธรูปอยู่ 2 องค์

ในช่วงแรกที่หลวงปู่โอภาสมาอยู่ที่วัดจองคำนั้น เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีชาวบ้านเข้าวัดเลยทีเดียว เพราะท่านบอกว่า ในขณะนั้นมีชาวบ้านในตำบลบ้านหวด อยู่ประมาณ 200 หลังคาเรือน แต่มีที่มาวัดจองคำเพียง 1 หลังคาเรือนเท่านั้น ส่วนที่เหลือจะไปวัดใกล้เคียงที่มีอยู่ 2 แห่งแทน แม้จะมีญาติโยมมาที่วัดน้อย ท่านก็ไม่ได้ท้อใจโดยท่านยังคงมุมานะพัฒนาวัดร้างที่เต็มไปด้วยความรกรุงรัง ให้สะอาดขึ้นมาให้ได้

“เรื่องการก่อสร้าง (วัด ศาลา) เป็นหน้าที่เขา (ญาติโยม) ที่จะมาสร้าง ไม่ใช่หน้าที่เรา แต่หน้าที่พระคือต้องทำวัดให้สะอาด ที่สำคัญคือเราต้องมีเมตตา ไม่คิดเพื่อส่วนตัว แต่คิดเพื่อศาสนา ไม่ว่าหนักแค่ไหนก็ทนได้ รวมทั้งเราต้องอดทน เพราะความอดทนจะเกิดจากความเมตตา ไม่มีขันติ (ความอดทน) ก็ไม่มีเมตตา” ท่านว่า

ต่อมาจึงมีญาติโยมได้มาถวายที่ดินเพิ่มเป็น 7 ไร่ รวมทั้งได้สร้างวิหารหลังใหม่ที่ถอดแบบมาจากวิหารโบราณที่เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ เลยทีเดียว โดยใช้วิถีถ่ายภาพวิหารที่เมืองโบราณทุกมุม และมา สร้างขึ้นใหม่ที่วัดให้เหมือนในภาพมากที่สุดในทุกรายละเอียด

เมื่อสถานที่เริ่มขยับขยายมากขึ้นกอปรกับมีพระภิกษุมาจำพรรษาช่วยงานมาก ขึ้น หลวงปู่โอภาสจึงมีความคิดที่จะพัฒนาวัดให้เป็นสถานที่สร้างประโยชน์แก่ชุมชน 3 ด้านคือ สถานที่สงเคราะห์คนชรา สำนักวิปัสสนา และโรงเรียนพระปริยัติธรรม สุดท้ายจึงจบลงที่การสร้างโรงเรียนพระ ปริยัติธรรมเนื่องจากเห็นว่า มีเด็กจำนวนมากที่ไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ เพราะ กำพร้าพ่อแม่ โดยเริ่มเปิดสอนในปี 2537

ในการเปิดสอนรุ่นแรกนั้น สามเณรที่เข้ามาศึกษาเป็นสามเณรจากการบวชภาคฤดูร้อนในจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งมีทั้งสิ้น 37 รูป โดยการเรียนการสอนจะมีทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ไปจนถึง 16.30 น. ส่วนนอกเหนือจากเวลาการเรียน สามเณรก็จะต้องปฏิบัติธรรมเช่น ทำวัตรสวดมนต์ประจำวัน ทำความสะอาดเสนาสนะ ตามกิจของสมณะ ซึ่งหลวงปู่โอภาสบอกว่า การดูแลสามเณรจะเน้นระเบียบวินัยและการเรียนรู้คู่กับการปฏิบัติธรรม คือ นอกจากเรียนบาลีแล้ว ก็จะต้องปฏิบัติธรรมเท่าที่จะปฏิบัติได้

ปัจจุบันมีสามเณรที่กำลังศึกษาเล่าเรียนบาลีอยู่ที่วัดจองคำทั้งสิ้น 180 รูป โดยตั้งแต่เปิดทำการเรียนการสอนมาเป็นเวลา 13 ปี มีพระภิกษุสามเณรสอบได้ประโยค 1-2 ไปจนถึง ประโยค ป.ธ.9 แล้วถึง 1,062 รูป แบ่งเป็น ชั้นประโยค1-2 จำนวน 397 รูป ประโยค ป.ธ.3 จำนวน 282 รูป ประโยค ป.ธ.4 จำนวน160 รูป ประโยค ป.ธ.5 จำนวน 94 รูป ประโยค ป.ธ.6 จำนวน 54 รูป ประโยคป.ธ.7 จำนวน 36 รูป ประโยค ป.ธ.8จำนวน 22 รูป และประโยค ป.ธ.9 จำนวน 17 รูป ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนสามเณรที่มากที่สุดในประเทศนับตั้งแต่มีการสอนมาตั้งแต่ สมัยรัตนโกสินทร์ รวมทั้งในปี 2545 มีสามเณรสอบได้ประโยค ป.ธ.9 พร้อมกันทีเดียวถึง 7 รูป ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ของการศึกษาของคณะสงฆ์ที่ยังไม่มีสถานศึกษาใดทำได้

แม้จะมีสามเณรอยู่ในความดูแลเป็นจำนวนมาก แต่หลวงปู่โอภาสก็จะดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยตัวเอง ท่านมักเดินดูการเรียนการสอนและความเป็นอยู่ของพระเณรเป็นประจำ โดยท่านบอกว่าหลักในการดูแลคือจะให้ความเมตตาเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน ทั้งนี้สามเณรส่วนใหญ่ที่มาศึกษาที่วัดมักจะเป็นสามเณรที่มาจากจังหวัดทาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ขอนแก่น ศรีสะเกษ ฯลฯ รวมทั้งหลายจังหวัดทางภาคเหนือ ซึ่งการเรียนการสอนก็จะมีพระอาจารย์เข้ามาช่วยสอน โดย สามเณรมักมาศึกษาตั้งแต่ชั้นประโยค 1-2

ด้วยความที่เป็นวัดที่มุ่งให้การศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรมาอย่างต่อเนื่อง วัดจองคำ จึงได้ยกชั้นขึ้นเป็นพระอารามหลวงในปี 2549 รวมทั้งยังเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างดีเด่นด้านอุทยานการศึกษาและได้รับแต่งตั้ง ให้เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีประจำจังหวัดลำปาง

ปัจจุบันหลวงปู่โอภาสมีอายุ 76 ปี และได้ครองเพศสมณะมาแล้วถึง 57 พรรษา โดยท่านเล่าถึงประวัติส่วนตัวให้ฟังสั้นๆ ว่า ตั้งแต่เด็กนับถือศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จึงออกบวชตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เนื่องจากท่านเป็นบุตรเพียงคนเดียวของครอบครัว รวมทั้งพ่อแม่ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ท่านยังเด็ก ท่านจึงตัดสินใจออกบวช โดยหลังจากบวชแล้ว ท่านก็ได้ศึกษาบาลีควบคู่กับการปฏิบัติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง

โดยหลักในการปฏิบัติธรรมที่ท่านยึดปฏิบัติมาตลอดนั้น หลวงปู่บอกเพียงว่า ท่านยึดความเมตตาเป็นหลัก ท่านบอกว่าสังคมทุกวันนี้มีความเมตตาต่อกันน้อย จึงเป็นสาเหตุให้เกิดเรื่องต่างๆ มากมาย หากคนในสังคมมีเมตตาต่อกันก็จะไม่มีศัตรู ไม่มีขโมย ความเมตตาทำให้มองเห็นจิตใจของผู้อื่น เห็นใจเขาใจเราและทำให้รู้สึกเป็นมิตรต่อกัน

ท่านว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและสัมผัสได้ทั้งสิ้น หากผู้นับถือมีศรัทธาต่อพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เพราะสิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความศรัทธา หากไม่มีศรัทธาก็ไม่อาจสัมผัสได้ ที่สำคัญก็คือแนวทางปฏิบัติและหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ในพระ ไตรปิฎกก็ดำรงอยู่มาให้เห็นถึง 2,550 ปีและไม่ได้แปรเปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย

ทั้งนี้ ท่านมองว่าการศึกษาพระปริยัติธรรม โดยเฉพาะการศึกษาแผนกธรรมและบาลี จะสามารถช่วยดำรงศาสนาเอาไว้ได้ เพราะการศึกษาภาษาบาลีเป็นกุญแจไขไป สู่ความรู้ในพระไตรปิฎก ซึ่งเมื่อพระภิกษุสามเณรสามารถศึกษาพระไตรปิฎกได้อย่างละเอียดถ่องแท้แล้วก็ จะช่วยสนับสนุนให้ศาสนาตั้งมั่นและดำรงอยู่ได้

นอกจากนี้ ท่านยังมองว่าการจัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรม ยังเป็นการส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรที่เป็นบุตรหลานของชาวบ้านในชนบทที่ไม่ มีโอกาสได้รับการสนับสนุนให้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนในชั้นสูงๆ เช่นเดียวกับลูกหลานของคน ในเมือง ซึ่งนอกจากจะได้รับการศึกษาที่ ทัดเทียมกับผู้อื่นแล้วยังเป็นพระภิกษุสามเณรที่คอยทำนุบำรุงและสืบสานพระ พุทธศาสนาสืบไปอีกด้วย

การศึกษาค้ำจุนพุทธศาสนา

หลวงปู่โอภาสบอกว่า ปัจจุบันผู้ที่มาบวชส่วนใหญ่จะเป็นลูกหลานชาวไร่ชาวนา เรียกได้ว่ากว่า 90% เป็นบุตรหลานผู้ที่มีฐานะยากจน ขณะที่ผู้คนที่มีฐานะร่ำรวยมักจะไม่ค่อยมาบวช ดังนั้นอนาคตของพระพุทธศาสนาจึงต้องฝากไว้กับคนกลุ่มนี้ที่สละทางโลกมาใช้ ชีวิตใต้ร่มกาสาวพัสตร์ จึงจำเป็นต้องเร่งให้โอกาสทางการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณร เพราะการศึกษาเป็นการให้วิชาความรู้ที่สามารถช่วยให้สามารถดำรงชีวิตและค้ำ จุนศาสนาต่อไปได้ เนื่องจากหากไม่มีวิชาความรู้ก็ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข ท่านยกตัวอย่างว่า แม้จะร่ำรวยเงินทอง หากไม่มีความรู้ก็ต้องประสบกับความลำบากในที่สุด

“หลวงปู่ได้มีโอกาสเรียนมาก็อยากถ่ายทอดวิชาให้กับพระภิกษุสามเณรรุ่น หลัง ต่อไป เพื่อให้ช่วยดูแลเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ต่อเนื่องไป เพราะหากไม่มีวิชาความรู้ศาสนาก็อยู่ต่อไปไม่ได้” ท่านทิ้งท้าย

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมนั้นค่อนข้างทำได้ยาก เพราะจะต้องประกอบด้วย 1.เจ้าอาวาสต้องมีศรัทธาและเสียสละ เนื่องจากต้องดูแลทั้งการเรียนการสอนและความเป็นอยู่ของนักเรียน 2.ต้องมีคณาจารย์บริบูรณ์ 3.ต้องมีนักเรียน และ 4.ต้องได้รับการสนับสนุนด้านจตุปัจจัยจากศรัทธาญาติโยม

ทั้งนี้ สำหรับวัดจองคำขณะนี้ได้มีการจัดสร้างองค์จตุคามรามเทพรุ่น มหาลาภเศรษฐีโชติกะ 99 เพื่อระดมทุนส่งเสริมการจัดการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม โดยรายได้จะนำไปจัดตั้งเป็นกองทุนโรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดจองคำ เพื่อสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน เช่น ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในด้านปัจจัยสี่ ไปจนถึงการขยายปรับปรุงอาคารสถานที่ ซึ่งขณะนี้ อาคารเรียนที่มีอยู่เพียงหลังเดียวก็เริ่มอยู่ในสภาพที่แออัดจากจำนวนพระ ภิกษุสามเณรที่เข้ามาศึกษาบาลีมีจำนวนมากขึ้น รวมทั้งการสนับสนุนด้านทุนการศึกษา โดยผู้สนใจสามารถติดต่อสั่งจองได้ที่โทร. 054-247-730 หรือ 08-7191-9234

ผู้เขียน: ณศักต์ อัจจิมาธร ภาพ: ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ที่มา: โพสต์ทูเดย์

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

  • ที่อยู่เว็บและอีเมลจะเปลี่ยนเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • แท็ก HTML ที่อนุญาตให้ใช้
  • ขึ้นบรรทัดและจัดย่อหน้าให้อัตโนมัติ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตัวเลือกการจัดรูปแบบ

By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.