แรงจูงใจการศึกษาภาษาบาลีในปัจจุบัน

การศึกษาเป็นกระบวนการสำคัญในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ  ซึ่งหากคนมีคุณภาพแล้วย่อมทำให้สังคมมีความเจริญก้าวหน้า   การจัดการศึกษาให้คนมีคุณภาพ สอดคล้องกับแผนพัฒนาแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ที่ว่า การศึกษาเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งในการสร้างให้เกิดความเจริญ ก้าวหน้า และสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ในสังคม ให้คนมีศักยภาพในการพึ่งพาตนเองและสร้างความก้าวหน้า (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2539 : 56-57)

การศึกษาของไทยแต่เดิมมีศูนย์กลางอยู่ที่วัดกับวัง   มีประเพณีการบวชเรียน และใช้วัดเป็นแหล่งการศึกษา  จึงมีการจัดการศึกษาให้กับคณะสงฆ์ที่อยู่ในวัด  สอนทั้งวิชาหนังสือ และวิชาพระธรรมวินัย (พระเทพเวที. 2531: 118) ซึ่งสอดคล้องกับ (สุมน อมรวิวัฒน์ และคณะ. 2535 :135) กล่าวว่า แต่เดิมมาสถานที่ซึ่งใช้เป็นแหล่งศึกษาเล่าเรียน คือ หอฉัน หอสวดมนต์  ศาลาการเปรียญ กุฏิ ซึ่งถือเป็นโรงเรียนใหญ่  คือเมื่อพระฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว ก็เลี้ยงอาหารศิษย์ด้วย  หลังจากนั้นจึงให้เป็นสถานที่เล่าเรียนต่อไป    ส่วนหอสวดมนต์นั้น ส่วนใหญ่พระใช้สวดมนต์เวลาค่ำ   เวลากลางวันจึงใช้เป็นสถานที่เล่าเรียน   นอกจากนี้ตามกุฏิและห้องของพระสงฆ์ ยังใช้เป็นโรงเรียนขนาดย่อม  สอนนักเรียนแห่งละ 2 ถึง 5 คน

การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี  เป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ที่มีผลต่อความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนา  เพราะว่า หลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวคือ พระพุทธพจน์นั้น คงอยู่ในรูปของภาษามคธหรือภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาที่พระพุทธองค์ใช้ประกาศพระศาสนา   ดังนั้น บาลี จึงเป็นภาษาที่ทุกคนผู้มีพระศาสนาเป็นเรือนใจจำต้องสนใจ   ทั้งนี้เพราะผู้รู้บาลีดี ย่อมสามารถที่จะใช้ความรู้นั้นเป็นกุญแจไขตู้คือพระไตรปิฎกได้   การที่จะได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้บาลีดีนั้น ในเบื้องต้นต้องมีความเข้าใจในหลักภาษาคือ ไวยาการณ์ของบาลีได้ชัดเจน แม่นยำ ถูกต้องด้วย   ทั้งนี้ เพราะภาษามคธ (บาลี) เป็นภาษาประเภททีมีวิภัตติปัจจัยกำกับ ซึ่งแตกต่างจากภาษาคำเรียง   หลักไวยากรณ์จึงเป็นหลักพื้นฐานที่ผู้ศึกษาจำต้องใส่ใจ กำหนด จดจำให้ดี    และเนื่องจากภาษามคธ (บาลี) เป็นภาษาต่างประเทศซึ่งมีวิธีการใช้ศัพท์แตกต่างจากภาษาไทย   ดังนั้น การท่องจำกฎเกณฑ์ของภาษาจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้   ผู้ที่มีความแม่นยำในเรื่องกฎเกณฑ์ของภาษา และมีความเข้าใจในวิธีใช้ ย่อมจะได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้บาลีดี

การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ยังนับได้ว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนา  โดยเฉพาะเป็นการศึกษาที่ทำให้พระภิกษุสามเณรจบการศึกษาของคณะสงฆ์ และมีคุณวุฒิทางพระพุทธศาสนาสูงสุด (กรมการศาสนา. 2541: 2) ประกอบกับการเรียนภาษาบาลีเกี่ยวเนื่องกับการแปลศัพท์  ตีความพระธรรมวินัยตามไวยากรณ์   เป็นการรักษาหลักการเดิมหรือความหมายของพระพุทธวจนะตามที่มีอยู่ในพระ ไตรปิฎก   เป็นการป้องกันการปฏิรูปพระสัทธรรมได้  และการเรียนภาษาบาลีต้องใช้ความอุตสาหวิริยะและแรงจูงใจเป็นอย่างมาก และเป็นยังเป็นองค์ประกอบที่จะบ่งชี้ถึงความสำเร็จในการเรียนภาษาบาลีได้

ซึ่งแรงจูงใจเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่ง  แรงจูงใจ คือพลังทางจิตซึ่งเป็นภาวะภายในที่กระตุ้น (Arouses) กำหนดทิศทาง (Directse) และคงสภาพ (Maintain) พฤติกรรม  เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้   ดังที่พระธรรมปิฎก(2544 : 80) กล่าวไว้ว่า   เมื่อคนเราจะทำกิจกรรมหรือพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ต้องมีแรงจูงใจเข้ามามีส่วนร่วมด้วย   ถ้าแรงจูงใจผิดก็ทำให้เดินทางผิด   ถ้าแรงจูงใจถูก ก็เดินหน้าไปในการพัฒนา   แรงจูงใจนี้เป็นตัวแปรสำคัญของความสำเร็จ (อารี สัณหฉวี..2545: 85; อ้างอิงจาก Sternberg and Grigovenko.1993)   แรงจูงใจคงเทียบได้กับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาประการหนึ่ง คือ ฉันทะ ซึ่งเป็นหลักธรรมข้อแรกในอิทธิบาท 4 ซึ่งเป็นคุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย ดังที่พระธรรมปิฎก (2546ข: 96-97) กล่าวว่า ผู้ที่มีแรงจูงใจประเภทฉันทะ จะมีความพอใจ ชอบใจ ไม่เบื่อหน่ายต่อความรู้  เป็นผู้ใคร่รู้ กระตือรือร้นอยากเรียนรู้  อยากได้ความรู้ ชอบค้นคว้าแสวงหาความรู้และความจริง มุ่งสู่สิ่งดีงาม อยากทำให้เกิดประโยชน์และเป็นผลดี คือ ใฝ่รู้ใฝ่สร้างสรรค์

จากประสบการณ์ที่ผู้เขียนเองเป็นอาจารย์สอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีที่ สำนักเรียนวัดอาวุธวิกสิตาราม มาเป็นเวลา 6 ปี  ได้สังเกต พบว่า นักเรียนที่เป็นพระภิกษุ สามเณร ไม่ค่อยเอาใจใส่ต่อการเรียน  ไม่มีการเตรียมตัวก่อนมาเรียน เบื่อหน่ายการเรียน ไม่ชอบค้นคว้า ชอบหลับในชั้นเรียน ไม่กระตือรือร้น ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวมาสอดคล้องกับที่ เพราพรรณ เปลี่ยนภู่ (2542: 319) กล่าวไว้ว่า คุณลักษณะของผู้มีแรงจูงใจต่ำ คือ ไม่ตั้งใจเรียนเวลาครูสอน เข้าห้องเรียนสายโดยไม่มีสาเหตุ  ออกจากห้องเรียนทันทีเมื่อมีโอกาส  ไม่เตรียมตัววางแผนก่อนเรียน  มีทัศนคติที่ไม่แน่นอนในการเรียน   ตรงกันข้ามกับผู้ที่มีแรงจูงใจในการเรียนสูง ซึ่งมีลักษณะดังต่อไปนี้ คือ มีความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จในการเรียน  มุ่งหาความรู้ที่จำทำให้เกิดความดีงาม มีคุณค่า เป็นประโยชน์ มีเป้าหมายและกำหนดไว้ตรงกับความสามารถของตนเอง  มีความทะเยอทะยานทางการเรียน กระตือรือร้นทางการเรียน  มีความรับผิดชอบต่อตนเองทางการเรียน และมีการวางแผนทางการเรียน   ดังคำกล่าวของ พระธรรมปิฎก (2544) ในพระธรรมเทศนาชุดตามพระใหม่ไปเรียนธรรม ที่ว่า “การที่จะดูว่าผู้ที่จะมีความตั้งใจในการเรียนหรือไม่ต้องดูทีแรงจูงใจที่ อยู่เบื้องหลัง”   แรงจูงใจในการเรียนภาษาบาลีของพระภิกษุสามเณรน่าจะมาจากความสนใจที่มีต่อการ เรียน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัว   ความเอาใจใส่ของผู้ปกครอง ครู ตลอดถึงรูปแบบการเรียนการสอน ล้วนน่าจะส่งผลถึงแรงจูงใจในการเรียนภาษาบาลีของพระภิกษุสามเณรทั้งสิ้น

ผู้เขียน: พระมหารักษ์ทวี ญาณวิชโย (เถาโต) ป.ธ.7, ศน.บ.

ที่มา: สำนักเรียนวัดอาวุธวิกสิตาราม

ความคิดเห็น

mahapali

www.mahapali.com
ชวนคนไทยเรียนบาลีเป็นประเพณี

วายุ

สรรพสิ่งเป็นไปตามกฏไตรลักษณ์

ลองย้อนถามตัวเองว่า ถ้าเราเกิดมาในยุคนี้ (วัยที่กำลังศึกษาอยู่) บาลีจะเข้ามามีส่วนในการตัดสินใจเลือกศึกษาหรือไม่

แสดงความคิดเห็น

  • ที่อยู่เว็บและอีเมลจะเปลี่ยนเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • แท็ก HTML ที่อนุญาตให้ใช้
  • ขึ้นบรรทัดและจัดย่อหน้าให้อัตโนมัติ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตัวเลือกการจัดรูปแบบ

By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.