บทสรุปสำหรับผู้บริหารศึกษาพระปริยัติธรรม

การศึกษาเรื่อง "แนวทางการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542" เป็นการศึกษานำร่องสำหรับเป็นข้อมูลและแนวทางในการกำหนดนโยบายและข้อเสนอแนะ ในการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยได้รับคำปรึกษาหารือและคำแนะนำจากพระเถรานุเถระ นำโดยอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยและคณะ ซึ่งมีมติให้ขอบเขตการศึกษาครั้งนี้ ศึกษาแนวความคิดร่วมกันของพระสงฆ์และคฤหัสถ์ในการปรับปรุงการจัดการศึกษาพระ ปริยัติธรรม   โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา 

โดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 6 กลุ่ม รวม 32 ท่าน ได้แก่ พระสังฆาธิการ พระผู้สอนหลักสูตรพระปริยัติธรรม พระที่เคยศึกษาหลักสูตรพระปริยัติธรรม  พระที่กำลังศึกษาหลักสูตรพระปริยัติธรรม สามเณรที่กำลังศึกษาหลักสูตรพระปริยัติธรรม และผู้ทรงคุณวุฒิ โดยสรุปได้ผลการศึกษาดังนี้

1. สภาพปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะของการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม

1.1 การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและแผนกบาลี มีสภาพปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะที่คล้ายคลึงกัน ดังมีข้อสรุปสาระสำคัญๆ ต่อไปนี้

1) ด้านหลักสูตร

เนื้อหาสาระ เก่าเกินไป และภาษาที่ใช้ในหนังสือเป็นภาษาที่เข้าใจยาก โดยเฉพาะเนื้อหาสาระในแผนกบาลีเน้นการจำและการแปลมากกว่าความเข้าใจ ขาดการประยุกต์ใช้ ไม่เหมาะสมกับวุฒิภาวะของผู้เรียน จึงควรปรับปรุงภาษาที่ใช้ให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย จัดระบบเนื้อหาให้ง่ายต่อการเข้าใจ มีคำอธิบายให้ชัดเจน ควรขัดเกลาสำนวนต่างๆ ให้ทันสมัย และควรเพิ่มวิชาการทางโลก เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้หลากหลาย มีความแตกฉาน สามารถเชื่อมโยงประยุกต์ใช้ และมีความสนใจอยากเรียนมากยิ่งขึ้น

เวลาเรียน การจัดเวลาเรียนยังไม่เป็นระบบ ไม่แน่นอน มีเวลาเรียนน้อยเกินไป จึงไม่สามารถทำความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง จึงควรเพิ่มเวลาเรียนหรือขยายเวลาเรียนให้มากขึ้น โดยอาจปรับเวลาเรียนเป็นคาบ จัดให้เรียนตลอดทั้งปี และมีการสับเปลี่ยนเรียนวิชาอื่นด้วย

วิธีการเรียนการสอน เน้นการท่องจำ และการแปล ไม่ค่อยมีการประยุกต์ใช้และขาดการคิดวิเคราะห์ จึงควรเน้นทักษะทั้ง 4 ด้าน คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน โดยปรับวิธีการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์มากขึ้น สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตได้ และปรับปรุงวิธีการเรียนการสอนให้เกิดความศรัทธาในการเรียน และเพิ่มกิจกรรมการเรียนการสอนให้มากขึ้น

2) ด้านกระบวนการเรียนการสอน

ครูผู้สอน ไม่เพียงพอ  มักใช้ระบบพี่สอนน้อง ครูขาดความรู้ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ขาดประสบการณ์ ไม่สามารถประยุกต์ใช้กับสภาพจริง ขาดการศึกษาอบรม และขาดขวัญกำลังใจ ซึ่งครูผู้สอนควรเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีคุณวุฒิ และมีประสบการณ์ทางโลกด้วย เพื่อสามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์ในปัจจุบัน เปรียบเทียบ อธิบาย และประยุกต์ใช้ และควรอบรมวิชาครู พัฒนาเทคนิควิธีการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจอย่างแท้จริง อีกทั้งเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่ครูผู้สอน

หนังสือ ตำราประกอบการเรียน  เป็น ตำราเก่าเกินไป ขาดการปรับปรุง และภาษาที่ใช้ยาก จึงควรมีตำราสากลที่เป็นมาตรฐานเดียวกันโดยคณะสงฆ์รับรองอย่างเป็นทางการ เพื่อใช้เป็นหลักสูตรกลาง และขัดเกลาสำนวนต่าง ๆ ให้ทันสมัย สามารถเข้าใจง่าย และควรส่งเสริมให้มีการผลิตตำราหรือคู่มือประกอบการเรียนให้มากขึ้น

สื่อ-อุปกรณ์ประกอบการสอน  มีการใช้น้อยหรือแทบไม่มี ควรจัดสรรงบประมาณในการสนับสนุนส่งเสริมจัดทำและพัฒนาสื่อให้น่าสนใจ และใช้อย่างแพร่หลาย

อาคารสถานที่  มักใช้ศาลาการเปรียญ ซึ่งมักมีเสียงรบกวน และบรรยากาศไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ คับแคบ ไม่ปลอดโปร่ง แสงสว่างไม่เพียงพอ ควรมีสถานที่เรียนเป็นเอกเทศ จัดเป็นห้องเรียนเฉพาะ เป็นสัดส่วน จัดให้มีแสงสว่างเพียงพอทั้งภายในและภายนอก มีบรรยากาศและสิ่งอำนวย ความสะดวกที่เอื้อต่อการเรียนรู้

3) ด้านการวัดและประเมินผล

เกณฑ์การวัดและประเมินผล มักวัดความจำ มากกว่าความเข้าใจและการคิดวิเคราะห์  ไม่มีเกณฑ์มาตรฐาน และกฎเกณฑ์แน่นอน ควรปรับเกณฑ์การวัดและประเมินผลโดยใช้วิธีดำเนินสายกลาง จัดระบบให้มีมาตรฐานเดียวกัน โดยเน้นการวัดความเข้าใจและการประยุกต์ใช้มากกว่า วัดความจำ

ความยากง่ายของข้อสอบ ยากเกินไป ขาดการทดสอบความยากง่าย ควรมีการทดสอบความยากง่ายของข้อสอบ เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ของ ผู้เรียนครอบคลุมทุกด้าน ข้อสอบควรเน้นการประยุกต์ใช้ และควรปรับปรุงการออกข้อสอบโดยให้เลือกทำ มีการสอบเก็บสะสมได้ในทุกระดับ ทั้งนี้ ควรให้ผู้สอนได้ประเมินผลการเรียน พฤติกรรมการเรียนของผู้เรียน หรือองค์ประกอบ อื่น ๆ ประกอบด้วย

1.2 การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา   มีสภาพปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะโดยสรุปดังนี้

1) ด้านหลักสูตร

เนื้อหาสาระ วิชาธรรม/บาลีมีความ ซ้ำซ้อนกับเนื้อหาของแผนกธรรม/บาลี ควรจัดให้มีเรียนภาษาบาลีเพิ่มขึ้น เพื่อให้พระเณรมีความรู้จริง สามารถนำความรู้ไปสอนผู้อื่นได้

เวลาเรียน มีความเหมาะสมแต่มีปัญหาสำหรับผู้กำลังศึกษานักธรรม/บาลี

วิธีการเรียนการสอน ขึ้นอยู่กับครูผู้สอน ขาดวิธีการที่ทันสมัย ควรเพิ่มการคิดวิเคราะห์ และปรับปรุงวิธีการเรียนการสอนให้ทันสมัย

2) ด้านกระบวนการเรียนการสอน

ครูผู้สอน ไม่มีครูผู้สอนประจำ ครูมีความรู้น้อยในวิชาที่สอน และไม่ค่อยมีเวลา มีภาระมาก ควรมีการบรรจุให้เป็นครูประจำ และมีระบบขั้นเงินเดือน จะเป็นการจูงใจครูมากขึ้น หรือมีการทำผลงานจะทำให้มี การพัฒนาการเรียนการสอนได้

หนังสือ ตำราประกอบการเรียน ไม่เพียงพอ วิชาทางศาสนา มีน้อยเกินไป

สื่อ-อุปกรณ์ประกอบการสอน มีน้อย ไม่เพียงพอ ชำรุด เสียหาย ควรปรับปรุงสื่อการสอนและมีอุปกรณ์ให้ทันสมัย และให้เพียงพอต่อความต้องการ 

อาคารสถานที่ มีเสียงรบกวน แสงสว่างไม่เพียงพอ

3) ด้านการวัดและประเมินผล

เกณฑ์การวัดและประเมินผล  เป็นการวัดความจำมากกว่า การคิดวิเคราะห์ ควรวัดให้ได้ทั้งความรู้ ความเข้าใจ และการปฏิบัติจริงและควรมีการจัดประชุมร่วมกันเพื่อให้มีมาตรฐานที่แน่นอน และแจ้งนโยบายการบริหารงานวิชาการเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน

ความยากง่ายของข้อสอบ  ปานกลาง ควรให้มีมาตรฐานเดียวกัน

2. ความเป็นไปได้ของการนำหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม และแผนกบาลี บรรจุไว้ในหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่พระภิกษุ สามเณร ได้เรียนรู้ อย่างเกื้อกูลกันที่มีระบบในระยะเวลาเดียวกัน

การจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรมและแผนกบาลีที่เป็นอยู่ในปัจจุบันให้ดำเนินการจัดการศึกษาต่อไป ส่วนการนำหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและแผนกบาลี โดยนำรายวิชาต่าง ๆ ที่มีอยู่ของแผนกธรรมและแผนกบาลีไปจัดสอนในแต่ละระดับชั้นของแผนกสามัญศึกษา เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับวุฒิการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม กลุ่มผู้ให้สัมภาษณ์ได้เสนอแนวความคิดที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เสนอปัญหา/อุปสรรคที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และให้ข้อเสนอแนะตามข้อ ก.-ค. ดังนี้

2.1 ผู้ที่เห็นด้วยและมีความเห็นว่าเป็นประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ดังนี้

ด้านการสืบทอดพระพุทธศาสนา  เป็นการสนับสนุนให้ ผู้เรียนศึกษาวิชาธรรม/บาลีมากยิ่งขึ้น ทำให้มีความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม เป็นผลดีและเป็นประโยชน์ต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา อีกทั้งเป็นการจูงใจ ดึงดูดผู้เข้ามาบวช เป็นการเพิ่มบุคลากรทางศาสนาให้มากขึ้นและพัฒนาบุคลากรทางพระพุทธศาสนา

ด้านคุณภาพการศึกษา  ทำให้การศึกษาพระปริยัติธรรม มีความสมบูรณ์และน่าสนใจศึกษามากขึ้น ไม่มีช่องว่างทางความรู้ มีความเป็นเอกภาพ เป็นระบบเดียวกันที่เป็นมาตรฐานสากล เป็นการให้การศึกษาที่เหมาะสมแก่ศาสนทายาทที่ดี ได้มีความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม มีองค์ความรู้ที่หลากหลาย มีความรู้ก้าวทันกับการศึกษาทางโลก เป็นการยกระดับการศึกษาของชาติ

ด้านการบริหารจัดการ  เป็นการลดความซ้ำซ้อนของผู้เรียน และผู้สอน ทำให้กระบวนการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ และสะดวกในการจัดการศึกษา การบริหารหลักสูตร การบริหารบุคลากร และสถานที่ เป็น การลดภาระค่าใช้จ่าย แบ่งเบาภาระเจ้าสำนักเรียน และสนับสนุนให้ พระระดับบริหารต่าง ๆ ในแต่ละวัดได้ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการทางด้านศาสนศึกษามากขึ้น

ด้านผู้เรียน   ทำให้มีความรู้ที่หลากหลาย มีความรู้ทั้ง 3 ด้าน ควบคู่กัน สามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ช่วยลดปัญหาและภาระของพระเณรในการศึกษา ไม่เสียเวลาในการเรียนและการเดินทาง และการเรียนมีความเกี่ยวเนื่อง ต่อเนื่องกัน ทำให้สามารถเรียนนักธรรม/บาลีได้ง่ายขึ้นและเข้าใจมากขึ้น

2.2 ผู้ที่ไม่เห็นด้วยและมีความเห็นในแต่ละด้าน ดังนี้

ด้านคุณภาพการศึกษา - ในแต่ละหลักสูตรมีความพิเศษในตัว และมีจุดมุ่งหมายแตกต่างกัน หากนำมารวมเป็นหลักสูตรเดียว อาจจะทำให้แต่ละหลักสูตรหย่อนคุณภาพลงได้ และการเรียนแผนกธรรม/บาลี จะต้องให้ความสำคัญศึกษาอย่างจริงจัง เพราะเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา หากนำมารวมกับแผนกสามัญ จะทำให้ใช้เวลาเรียนยืดออกไป ผู้เรียนจะท้อ ไม่ได้ผลการเรียนที่ดี

ด้านการบริหารจัดการ - เวลาเรียนอาจไม่เพียงพอ ต้องใช้เวลาเรียนมากขึ้น

ด้านผู้เรียน - เป็นการเรียนที่หนักยิ่งขึ้น เพราะการเรียนสามัญศึกษาเดิมจะง่ายกว่าและใช้เวลาเรียนน้อยกว่า หากมีการเรียนนักธรรม/บาลีเพิ่มขึ้น ผู้เรียนอาจจะรับไม่ไหว แบ่งเวลาลำบากในการศึกษา ไม่มีทางเลือกตามที่ตนสนใจ อาจรู้สึกเบื่อหน่าย เป็นผลให้ไม่สนใจเรียนทั้ง 3 แผนก

จากข้อ 2.1-2.2 อย่างไรก็ตาม  หากดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาดังกล่าว คาดว่าจะมีปัญหา/อุปสรรคที่จะเกิดขึ้น ดังนี้

ด้านคณะสงฆ์ - อาจไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่มีแนวคิด เชิงอนุรักษ์นิยม และอาจทำให้ขาดความสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์กับผู้เรียนในวัด เพราะไม่มีโอกาสได้สอนหรือดูแลอย่างใกล้ชิด อีกทั้งกฎระเบียบของสำนัก/วัดห้ามพระเณรเรียนนอกสำนัก จนกว่าจะจบเปรียญธรรมตามที่เจ้าอาวาสกำหนด

ด้านคุณภาพการศึกษา - ความรู้ทั้ง 3 ด้านโดยรวมจะหย่อน คุณภาพ เนื้อหาสาระของแต่ละแผนกจะไม่สมบูรณ์ ไม่ครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ทำให้ไม่มีผู้ที่รู้บาลี/นักธรรมอย่างแท้จริง และการจัดการศึกษาในวัดทั้งแผนกธรรม/บาลีอาจหย่อนยาน ด้อยลง มีผู้เรียนน้อยลง

ด้านการบริหารจัดการ - เวลาในการเรียนการสอนอาจไม่เพียงพอ ผู้บริหารและครูผู้สอนขาดความพร้อม ขาดงบประมาณ และขาดการวัดผลที่มีมาตรฐานชัดเจน

ด้านผู้เรียน - ผู้เรียนอาจเรียนหนักมากขึ้น เพราะต้องเรียน ทั้ง 3 ด้านพร้อม ๆ กัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบถึงกัน ทำให้ความรู้ทั้ง 3 ด้านลดน้อยลงไป เกิดความเครียด ความเบื่อหน่าย ไม่สนใจศึกษา

2.3 ข้อเสนอแนะในการนำหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกธรรม และแผนกบาลี บรรจุไว้ในหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาในแต่ละชั้นปี  ควรมีการดำเนินการในแต่ละด้านดังนี้

ด้านคณะสงฆ์ - ประชุมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อความเข้าใจ ที่ตรงกัน ควรให้พระภิกษุ/สามเณรศึกษาที่วัดจนจบนักธรรมตรีก่อนเข้าเรียนแผนกสามัญ ศึกษา เพื่อมีโอกาสได้สอนและดูแลอย่างใกล้ชิด

ด้านคุณภาพการศึกษา - ควรกำหนดนโยบายให้การศึกษาสงฆ์มีความเป็นเอกภาพและเป็นปัจจุบัน ศึกษาความแตกต่างและจุดร่วมระหว่างการศึกษาสงฆ์กับการศึกษาทั่วไป และปรับมาตรฐานการเรียนการสอนแผนกธรรม/บาลีให้มีมาตรฐานเดียวกัน

ด้านการบริหารจัดการ - เวลาเรียน ควรเพิ่มชั่วโมงเรียนให้มากขึ้นและจัดช่วงระยะเวลาการสอบให้เหมาะสม การวัดและประเมินผลวิชาธรรม/บาลีอาจใช้ข้อสอบสนามหลวงเช่นเดียวกับสำนัก เรียนที่วัดเปิดสอนหรือใช้ข้อสอบแกนกลางของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ ศึกษา หรือใช้ข้อสอบที่อาจารย์ผู้สอนแต่ละโรงเรียนเป็นผู้ออกข้อสอบ ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงคุณภาพเป็นสำคัญด้วย

ด้านบุคลากร - จะต้องมีการอบรมพระผู้บริหาร ครูผู้สอน ในเรื่องวิธีการเรียนการสอน และการประเมินผล ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และพัฒนาในด้านเทคนิคการสอนและการเผยแผ่ศาสนธรรม อีกทั้งจัดบรรจุครูให้พอเพียง โดยอาจบรรจุบัณฑิตที่จบจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่ง เข้าสอน

ด้านหลักสูตร - ควรปรับโครงสร้างหลักสูตรให้เหมาะสม โดยยึดวุฒิภาวะของผู้เรียน และลดวิชาการทางโลกบางวิชาที่ไม่สำคัญ และปรับการเรียนแผนกธรรม/บาลีให้มีเนื้อหาลดน้อยลง แต่คงไว้ในประเด็นสำคัญที่ผู้เรียนควรเข้าใจ ลดการเน้นท่องจำ ให้เน้นการคิดวิเคราะห์มากขึ้น โดยมีการศึกษาวิจัยการรวมหลักสูตรพระปริยัติธรรมทั้ง 3 แผนกดังกล่าว และศึกษาวิจัยเนื้อหาสาระของหลักสูตรธรรม/บาลีที่สมควรกำหนดให้เรียนในแผนก สามัญศึกษา เพื่อนำมากำหนดหลักสูตร

3. ความเป็นไปได้ของการนำหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี (ป.ธ.4-ป.ธ.9) บรรจุไว้ในหลักสูตรระดับชั้นอุดมศึกษา

การนำหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี (ป.ธ.4-ป.ธ.9) บรรจุไว้ในหลักสูตรระดับชั้นอุดมศึกษา โดยนำรายวิชาต่าง ๆ ที่มีอยู่ของแผนกบาลี (ป.ธ.4-ป.ธ.9) ไปจัดสอนในแต่ละระดับชั้นอุดมศึกษา เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับวุฒิการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม กลุ่มผู้ให้สัมภาษณ์ได้เสนอแนวความคิดที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เสนอปัญหา/อุปสรรค ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และให้ข้อเสนอแนะตามข้อ ก.-ค. มีดังต่อไปนี้

3.1 ผู้ที่เห็นด้วย มีความเห็นว่าเป็นประโยชน์ในด้านต่างๆ ดังนี้

ด้านการสืบทอดพระพุทธศาสนา - เป็นการให้ความสำคัญและยกระดับการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีซึ่งเป็นหัวใจ สำคัญของ พระพุทธศาสนา ประสานประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรม และพัฒนาบุคลากรทางศาสนา เพื่อการดำรงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงต่อไป

ด้านคุณภาพการศึกษา - จะทำให้ผู้ศึกษาในระดับอุดมศึกษาของคณะสงฆ์ทั้ง 3 ระดับ คือ ระดับปริญญาตรี/โท/เอก มีทั้งวิชาการและคุณธรรม เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม และจะทำให้หลักสูตรบาลีเกิดประโยชน์มากขึ้น เอื้ออำนวยต่อชีวิตมากขึ้น

ด้านการบริหารจัดการ - เป็นระบบที่ดี และควรแบ่งเวลาเรียนให้เหมาะสม

ด้านผู้เรียน - ทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาชีวิตที่ดีขึ้น มีความหลากหลาย ในการเรียน และการคบเพื่อน

3.2 ผู้ที่ไม่เห็นด้วย มีความเห็นในแต่ละด้าน ดังนี้

ด้านคุณภาพการศึกษา - แต่ละหลักสูตรมีจุดมุ่งหมายที่ตรงตามเป้าหมายอยู่แล้ว ไม่ควรเปลี่ยนแปลง ควรคงหลักสูตรเดิมไว้ แต่ปรับปรุงให้ดีขึ้น

ด้านคุณภาพการศึกษา- จะทำให้การเรียนบาลีหย่อนคุณภาพ เพราะไม่มีผู้เรียนที่มีความรู้อย่างแท้จริง

ด้านผู้เรียน - ระดับปริญญาเป็นการศึกษาที่ยากอยู่แล้ว หากต้อง ศึกษาบาลีด้วย จะทำให้นักศึกษาไม่มีเวลาเพียงพอที่จะดูหนังสือ

จากข้อ 3.1-3.2 ปัญหา/อุปสรรคที่คาดว่าจะเกิดขึ้น มีดังนี้

ด้านคุณภาพการศึกษา - ผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดหลักสูตร อาจไม่สามารถจัดทำหลักสูตรได้ตรงตามวัตถุประสงค์และมีคุณภาพคงเดิม และเป็นการจำกัดผู้ที่จะเข้ารับการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เพิ่งบวช ใหม่ ทำให้ระดับการศึกษาโดยรวมของพระเณรลดลง

ด้านการบริหารจัดการ - ขาดความพร้อมในการจัดระบบการเรียน การสอน ทั้งในเรื่องของการจัดหลักสูตร การคัดเลือกเนื้อหาเพื่อนำมาสอนให้สัมพันธ์กับผู้เรียน เวลาในการศึกษาอาจไม่เพียงพอ ขาดงบประมาณ ในการดำเนินการ ขาดแคลนครูผู้สอนที่มีประสบการณ์และภูมิความรู้แตกฉาน

ด้านผู้เรียน - เป็นภาระหนักสำหรับนักศึกษา และการเรียนหลายอย่างพร้อมกัน อาจทำให้เกิดความสับสน เบื่อหน่าย และอาจ ไม่สามารถเรียนจบตามที่กำหนดได้

3.3 ข้อเสนอแนะในการนำหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี (ป.ธ.4-ป.ธ.9) บรรจุไว้ในหลักสูตรระดับชั้นอุดมศึกษา มีดังนี้

ด้านคณะสงฆ์ - ควรทำความเข้าใจขอความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคม

ด้านการบริหารจัดการ - ควรจัดการอบรมครูผู้สอนให้มีความรู้ อย่างเหมาะสมโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาบาลี จัดตารางเวลาการเรียนให้เหมาะสม ปรับวิธีการเรียนการสอน โดยเน้นการเชื่อมโยงความรู้ อาจใช้ข้อสอบบาลีสนามหลวงโดยมีหลายข้อให้เลือกในการวัดและประเมินผล

ด้านหลักสูตร - ควรกำหนดให้เรียน ป.ธ.4-ป.ธ.5 ในระดับอุดมศึกษาเฉพาะปริญญาตรี แต่สำหรับปริญญาโท-เอก ยังไม่ควรกำหนดให้เรียน ป.ธ.6-ป.ธ.9 ควรให้เป็นการศึกษาเฉพาะทาง - ควรกำหนดให้มีหลักสูตรหรือวิชาเสริมให้เพียงพอเหมาะสมแก่ระดับชั้น โดยควรปรับปรุงและเพิ่มการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ และวิชาวิธีวิจัยเข้าไปด้วย

4. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม

  • ควรมีหลักสูตรพิเศษเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและระยะเวลาเพื่อ ศึกษาศาสนธรรม คือ (1) หลักสูตรสำหรับผู้มุ่งเรียนรู้ทางพระธรรม พระวินัยและภาษาบาลีโดยเฉพาะ (2) หลักสูตรสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาชีวิตด้วยการศึกษาขั้นสูงสุดแต่ไม่มีโอกาส ได้ศึกษา (3) หลักสูตรสำหรับ ผู้บวช 3 เดือน (4) หลักสูตรสำหรับผู้บวช 15 วัน (5) หลักสูตรสำหรับ ผู้บวช 7 วัน
  • ควรแยกระบบการศึกษาออกเป็นอย่างน้อย 3 แบบ ดังนี้ แบบที่ 1 แบบศึกษาพระปริยัติธรรมโดยตรง คือ การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม/แผนกบาลีที่คณะสงฆ์ดำเนินการจัดการศึกษา อยู่ในปัจจุบัน เป็นการศึกษาเพื่อธำรงพระพุทธศาสนาโดยตรง แบบที่ 2 แบบผสมผสาน คือ แบบที่ 1 โดยเพิ่มวิชาสามัญ (วิชาการทางโลก) ที่จำเป็นต่อการธำรงรักษาและการเผยแผ่ศาสนา และแบบที่ 3 การนำหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกธรรม แผนกบาลี บรรจุไว้ในหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา เป็น ทางเลือกใหม่ของผู้เรียน
  • ควรจัดตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการศึกษาการนำรายวิชาต่าง ๆ ในหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและแผนกบาลี บรรจุไว้ในหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาในแต่ละชั้นปี ยกร่างหลักสูตร ทดลองดำเนินการนำร่อง ออกเป็นกฎคณะสงฆ์ว่าด้วย การศึกษาพระปริยัติธรรม เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
  • ควรจัดตั้งสำนักงานการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาเพื่อดูแลรับผิดชอบการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาโดยตรง
  • ควรปรึกษาหารือขอความเห็นชอบจากพระเถรานุเถระทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับ การศึกษาในการดำเนินการพัฒนาหลักสูตร โดยใช้ความคิด อย่างสุขุมรอบคอบ
  • ควรเปิดโอกาสให้แม่ชี / เยาวชนหญิงได้ศึกษาหลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์ จะทำให้เป็นบุคลากรทางศาสนา และเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่ศาสนธรรม และสงเคราะห์เยาวชนหญิง
  • ควรมีการปรับปรุงหลักสูตรธรรมศึกษาของฝ่ายฆราวาส เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบันและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ประจำวันได้ และจัดการเรียนการสอนให้ขยายวงกว้างยิ่งขึ้น

ที่มา: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)

ความคิดเห็น

เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ

พระสงฆ์ควรเป็นแบบอย่างในด้านการศึกษาให้กับประชาชน แต่ผู้บริหารโรงเรียนปริยัติแผนกสามัญหลายๆแห่ง ส่วนใหญ่จะเน้นไปสมณศักดิ์ โดยไม่คำนึงถึงความสามารถในบริหาร พระเก่งๆ ที่ไม่มีสมณศักดิ์จึงไม่มีโอกาสได้จัดการและบริหารการศึกษา นี่แหละเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การศึกษาปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ไม่เจริญก้าวหน้าเท่าควรจะเป็น

เป็นเรื่องดี

การศึกษาของภิกษุสงฆ์คือการศึกษาของชาติ รัฐควรให้การเอาใจใส่ และคณะภิกษุสงฆ์เองควรเงี่ยหูฟังบ้าง เพราะอุบาสกอุบาสิกาสงฆ์พร้อมที่จะทำนุบำรุงส่งเสริมอยู่แล้ว

แสดงความคิดเห็น

  • ที่อยู่เว็บและอีเมลจะเปลี่ยนเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • แท็ก HTML ที่อนุญาตให้ใช้
  • ขึ้นบรรทัดและจัดย่อหน้าให้อัตโนมัติ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตัวเลือกการจัดรูปแบบ

By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.