พัฒนาการ การเรียนภาษาบาลี (Development of Pali Learning)

ดังที่หลายคนเข้าใจแล้วว่า ในครั้งพุทธกาลนั้นการศึกษาทางพระพุทธศาสนาได้แบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ คันถธุระ เป็นการศึกษาพระธรรมวินัย ด้วยการท่องบ่นสาธยาย และทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ และ วิปัสสนาธุระ เป็นการศึกษาโดยลงมือปฏิบัติจริง เพื่อความรู้แจ้งประจักษ์จากประสบการณ์ตรง เป็นที่น่าสังเกตว่าการศึกษาทั้งสองอย่างนี้ไม่แยกออกจากกัน เป็นกระบวนการศึกษาที่ต้องดำเนินไปคู่กันเสมอ เพื่อนำไปสู่การแทงตลอดมรรคผลและนิพพานในที่สุด

ดังนั้นหลักการศึกษาดังกล่าวมาแล้วนี้รวมเรียกว่า หลักไตรสิกขา คือ ดำเนินตามหลักศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ เรียกว่าหลักสัทธรรม 3

หลักการศึกษาในพระพุทธศาสนาเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หลักปัญญา 3 ก็ได้ คือ ความรู้อันเกิดจากการฟัง  (สุตตามยปัญญา)  ความรู้อันเกิดจากการคิด (จินตามยปัญญา) และ ความรู้อันเกิดจากการอบรมจิตตามมรรควิธี (ภาวนามยปัญญา) ก็ได้

หลักการศึกษาในพระพุทธศานาจึงอาศัยปัญญาเป็นหลักสำคัญ ศีลและสมาธิเป็นบาทวิถีเท่านั้นเมื่อพิจารณาตามหลักมัชฌิมาปฏิปทาซึ่งเป็น อีกหลักหนึ่งและเป็นหลักเดียวกันกับหลักไตรสิกขาในการศึกษา หลักมรรค 8 ซึ่งถือเป็นหัวใจการศึกษาตามหลักพระพุทธศาสนา

อาจกล่าวได้ว่า ระเบียบวิธีการศึกษาในพระพุทธศาสนาต้องให้ได้ถึงขั้นที่ประกอบด้วย ภาวนา 3 คือ บริกรรม อุปจาร และอัปปนา หรือ หลักพหูสูตร  5 ประการ คือ ฟังมากหรือเล่าเรียนสดับมาก (พหุสสุตา) จำได้อย่างแม่นยำ (ธตา) ท่องบนอย่างคล่องแคล่วอยู่เสมอ (วจสา ปริจิตา) เพ่งจนขึ้นใจคือใส่ใจพิจารณาอยู่เนืองๆ (มนสานุเปกขิตา) และ มีความเข้าใจลึกซึ้งมองเห็นประจักษ์แจ้งด้วยปัญญา (ทิฏฐิยา สุปฏิวิทธา) หลักนี้ปรากฏในพระไตรปิฎกอย่างชัดเจน

การศึกษาในพระพุทธศาสนาจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์  3 ประการ ในชีวิตนี้อย่างแท้จริงคือ ประโยชน์ในปัจจุบันที่ประกอบไปด้วยกามสุข ประโยชน์ในภพหน้าที่สูงขึ้นไปคือสูงกว่าประโยชน์ในภพนี้ และประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน ความจริงประโยชน์ 3 นี้คาบเกี่ยวกันเพราะคำว่าพระนิพพานนั้นถ้าดำเนินตามหลักไตรสิกขาอย่างแท้ จริงก็สามารถบรรลุได้ในชาตินี้

แต่การศึกษาในสมัยพุทธกาลไม่ได้ใช้ตำราเหมือนสมัยต่อมา เพราะในสมัยนั้นการศึกษาเป็นการบอกเล่าสืบต่อกันมา โดยอาศัยพหูสูตร เป็นผู้ทำหน้าที่ให้การศึกษา  การศึกษาพระธรรมวินัยในสมัยพุทธกาลจึงเป็นการศึกษาจากปากคำของผู้รู้จริงๆ เป็นการศึกษาโดยอาศัยกัลยาณมิตร มีพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์เป็นต้น  พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่พระภิกษุสงฆ์และฆราวาสทุกวัน พระภิกษุสงฆ์เมื่อได้ฟังพระธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วก็นำมาถ่ายทอดแก่สัทธิวิ หาริกและอันเตวาสิกต่อๆ กัน

การศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าเรียกว่า คันถธุระ และวิปัสสนาธุระ ในลักษณะการเรียนคันถธุระนั้น ก็คือการศึกษาพระปริยัติธรรมเป็นการเรียนตำราโดยตรงซึ่งมีอยู่เก้าประการ เรียกว่า "นวังคสัตถุศาสน์" ส่วนวิปัสสนาธุระเป็นการเรียนจากภายใน คืออบรมจิตใจโดยเฉพาะไม่เกี่ยวกับตำราในสมัยพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ นั้น พระองค์ทรงเทศนาสั่งสอนเป็นภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นในสมัยนั้น ต่อมาพระพุทธศาสนาได้มาเจริญรุ่งเรืองในศรีลังกา ภาษามาคธีได้ถูกนักปราชญ์แก้ไขดัดแปลงรูปแบบไวยากรณ์ให้กระทัดรัดยิ่งขึ้น การที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษาท้องถิ่นสำหรับเทศนาสั่งสอนพระสาวกและสาธุชน ทั่วไป จึงเป็นประเพณีให้มีการสืบทอดพระพุทธพจน์ด้วยอักษรท้องถิ่นเป็นต้นมา

ในปัจจุบัน การศึกษาในพระพุทธศาสนาอาศัยพระไตรปิฎกเป็นตำราสำคัญ นอกจากนั้นผู้ศึกษายังต้องศึกษาอรรถกถา ฎีกา และอนุฎีกา รวมไปถึงตำราประกอบต่างๆ เพื่อให้เข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริง เรียกว่า เรียนให้รู้ธรรมนิยามตามความเป็นจริง ซึ่งต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในภาษาบาลีเป็นหลัก

ด้วยเหตุว่า ภาษาบาลี หรือภาษามคธ เป็นภาษาที่จารึกพระไตรปิฎก ทั้งเป็นภาษาที่คนชมพูทวีปในสมัยพุทธกาลนิยมใช้กันทั่วไป จึงเป็นภาษาที่พระพุทธเจ้าใช้เผยแพร่พระพุทธศาสนาในสมัยนั้น หลังจากพุทธปรินิพพานมีการทำปฐมสังคายนา พระเถระได้ตกลงกันใช้ภาษาบาลีสำหรับจดจำพระไตรปิฎก พระสงฆ์สายเถรวาทจึงต้องศึกษาภาษาบาลีให้เข้าใจลึกซึ้งและสามารถเทียบเคียง สอบทานกับพระไตรปิฎกที่เก็บไว้ในสถานที่ต่างกันได้ เพื่อรักษาการแปลความหมายพระพุทธพจน์ในพระไตรปิฎกให้ถูกต้องไม่บิดเบือน และหน้าที่นี้ก็เป็นหน้าที่ของพระสงฆ์ในประเทศไทยเช่นเดียวกัน

การศึกษาภาษาบาลีของพระสงฆ์ไทย

พระสงฆ์ไทยน่าจะมีการศึกษาภาษาบาลีมาตั้งแต่สมัยเริ่มแรกที่พระพุทธศาสนา เข้ามา เผยแผ่ในประเทศไทย มีหลักฐานปรากฏในสมัยทวารวดี มีหลักฐานการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมบาลีอย่างเป็นระบบในสมัยอยุธยา

การศึกษาบาลีรุ่งเรืองยิ่งในสมัยล้านนา มีการแต่งคัมภีร์บาลีขึ้นมากมาย คัมภีร์ที่แต่งในครั้งนั้นยังใช้เป็นหลักสูตรในการเรียนการสอนพระ ปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบันด้วย

การศึกษาภาษาบาลีตั้งแต่สมัยสุโขทัยสืบมานั้น มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นองค์อุปภัมภ์ให้การสนับสนุนตลอดมา มีการอุทิศพระราชมณเฑียรเป็นที่เล่าเรียนศึกษาของพระสงฆ์  จนถึงแม้พระมหากษัตริย์ไทยบางพระองค์ ที่ทรงเป็นปราชญ์เชี่ยวชาญในภาษาบาลี สามารถลงบอกบาลี (สอน) แก่พระสงฆ์สามเณรด้วยพระองค์เองก็มีตลอดมาจนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ การศึกษาพระปริยัติธรรมในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์นับตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 4 เป็นการศึกษาพระไตรปิฎก และล้วนต้องใช้พระสงฆ์ที่เล่าเรียนรอบรู้ในภาษาบาลีเป็นสำคัญ เพราะว่าจุดประสงค์ของการศึกษาของพระสงฆ์ในยุคนั้นเน้น การศึกษาพระไตรปิฎกซึ่งล้วนเป็นฉบับภาษาบาลี

การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี เป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยที่มีผลต่อความมั่นคงแห่งพระพุทธ ศาสนา การศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ทั้งแผนกธรรม และแผนกบาลีนอกจากจะเป็นการศึกษาหลักธรรมคำสั่งสอนแล้ว ยังได้ชื่อว่าเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาไว้อีกด้วย  โดยเฉพาะการศึกษาภาษาบาลี   เนื่องจากการศึกษาพระพุทธวจนะในพระไตรปิฏกนั้นต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจใน ภาษาบาลีเป็นหลัก   ถ้าขาดความรู้เรื่องพระไตรปิฎกแล้ว  พระพุทธศาสนาก็จะต้องเสื่อมสูญไปด้วย 

การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ยังนับได้ว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนา  ประกอบกับการเรียนภาษาบาลีเกี่ยวเนื่องกับการแปลศัพท์ วิเคราะห์ศัพท์ ตีความพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎกตามไวยากรณ์  เป็นการรักษาหลักการเดิมหรือความหมายของพระพุทธวจนะตามที่มีอยู่ในพระ ไตรปิฎก เป็นการป้องกันความคลาดเคลื่อน หรือปฏิรูปพระสัทธรรมได้  และการเรียนภาษาบาลีต้องใช้ความอุตสาหะวิริยะและแรงจูงใจเป็นอย่างมาก  ต้องมีศรัทธาในพระรัตนตรัย และความเชื่อมั่นในหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพราะการเรียนภาษาบาลีนั้น ก็คือ การเรียนหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง   เพราะต้องท่องต้องจำ  ประกอบกับต้องมีความเข้าใจในหลักการของภาษาเป็นอย่างดี  และมีความเชี่ยวชาญในหลักการของภาษาด้วย  เช่นการเรียนตั้งแต่ชั้นประโยค 1-2  จนถึงประโยค ป.ธ.9  ก็ใช้หลักการของภาษาบาลีหลักการเดียวกันทุกระดับชั้น ก็คือหลักการไวยากรณ์นั่นเอง  ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเรียนภาษาบาลี, วิชาแปลบาลีเป็นไทย, วิชาแปลไทยเป็นบาลี  ส่วนเนื้อหาของการเรียนในแต่ละประโยคนั้นก็มีความยากขึ้นไปในแต่ละประโยค  ยิ่งถ้าประโยคสูงๆขึ้นไปก็ยิ่งมีความยากมาก  ต้องหมั่นท่องจำและหัดแปลอยู่เสมอทั้งแปลบาลีเป็นไทย  และแปลไทยเป็นบาลี    จึงต้องมีความตั้งใจแน่วแน่ในการที่จะเรียน  จึงถือได้ว่า "การศึกษาภาษาบาลีช่วยพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพสูงขึ้นได้"

ด้วยเหตุนี้เอง กษัตริย์ทุกพระองค์ผู้เป็นศาสนูปถัมภกตั้งแต่โบราณมา จึงทรงบำนุบำรุงสนับสนุนการเล่าเรียนพระปริยัติธรรม และทรงยกย่องพระภิกษุสามเณรที่เรียนรู้พระพุทธวจนะ โดยได้พระราชทานราชูปการต่างๆ มีนิตยภัตร สมณศักดิ์ เป็นต้น การจัดสอบบาลีหรือการสอบสนามหลวงจัดว่าเป็นการวัดความรู้ชั้นสูงของคณะสงฆ์ ไทยโดยพระบรมราชูปถัมภ์

ถ้ามองย้อนกลับไปในอดีตจะเห็นได้ว่า  การศึกษาของไทยแต่เดิมมีศูนย์กลางอยู่ที่วัดกับวัง   มีประเพณีการบวชเรียน และใช้วัดเป็นแหล่งการศึกษา   เพราะเหตุนี้เอง จึงมีการจัดการศึกษาให้กับคณะสงฆ์ที่อยู่ในวัด สอนทั้งวิชาหนังสือ และวิชาพระธรรมวินัย

เดิมทีสถานที่ใช้เป็นแหล่งศึกษาเล่าเรียน จะเป็น หอฉัน หอสวดมนต์ ศาลาการเปรียญ กุฏิ ซึ่งถือเป็นโรงเรียนใหญ่  เมื่อพระฉันภัตตาหารเสร็จ ก็เลี้ยงอาหารลูกศิษย์   หลังจากนั้นจึงใช้เป็นสถานที่สอนหนังสือ เรียนหนังสือต่อไป   ส่วนหอสวดมนต์นั้นส่วนใหญ่พระจะใช้สวดมนต์เวลาค่ำ  เวลากลางวันจึงใช้เป็นห้องเรียน เพื่อทำการเรียนการสอน   นอกจากนี้ตามกุฏิและห้องของพระสงฆ์ ยังใช้เป็นห้องเรียนขนาดย่อม สอนนักเรียนแห่งละ 2 ถึง 5 คน

พระพุทธศาสนานั้นแบ่งการศึกษาออกเป็น  3  คือ

  • ปริยัติ คือการศึกษาเกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
  • ปฏิบัติ คือการศึกษาแนวทางในการปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทางในการรู้แจ้งเห็นจริง
  • ปฏิเวธ คือการศึกษาเพื่อแทงตลอดสัจธรรม  หรือพระนิพพาน

ในปัจจุบันมีการจัดการศึกษาบาลีอย่างเป็นระบบ โดยแม่กองบาลีสนามหลวงรับผิดชอบดูแล โดยภายใต้การกำกับของมหาเถรสมาคม ในความอุปถัมภ์ของรัฐบาล

การศึกษาปริยัติธรรม เป็นหน้าที่ของพระภิกษุสามเณรทุกรูปเป็นพันธกิจของคณะสงฆ์ไทยที่จะต้องร่วม ด้วยช่วยกัน ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาแขนงนี้ เพราะหากพระภิกษุสามเณรขาดการศึกษาพระปริยัติธรรม  ก็มิอาจสามารถปฎิบัติธรรมได้ถูกต้องตามพุทธประสงค์  ทั้งปฏิเวธธรรมก็มิบังเกิดขึ้นได้   โดยเฉพาะการศึกษาภาษาบาลีเป็นหลัก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาของคณะสงฆ์เพื่อสืบถอดความบริสุทธิ์แห่งคำสอน ของพระบรมศาสดา และรักษาพระพุทธวจนะในพระไตรปิฎกไม่ให้คลาดเคลื่อน  ดำรงไว้ซึ่งอายุพระพุทธศาสนาให้มั่นคง

ภาษาบาลีมีความสำคัญสำหรับคนไทยเปรียบเหมือนลายแทงนำไปสู่ขุมทรัพย์มรดก ภูมิปัญญาตะวันออก กล่าวคือ ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาจารึกลายแทงขุมทรัพย์ที่จารึกไว้ในพระคัมภีร์ไตรเพทหรือ คัมภีร์พระเวท คัมภีร์เวทานตะ คัมภีร์อุปนิษัท คัมภีร์พรหมสูตร คัมภีร์ปรัชญาภวัทคีตา วรรณคดีสันสกฤตต่าง ๆ และคัมภีร์ประเภทพระสูตรในพระพุทธศาสนามหายาน เช่น คัมภีร์ปรัชญาปารมิตา สัทธรรมปุณฑรีกสูตร และพระสูตรมหายานอื่น ๆ เป็นต้น ล้วนจารึกด้วยภาษาสันสกฤต

สำหรับภาษาบาลีก็จะต้องเป็นภาษาลายแทงขุมทรัพย์ที่จารึกไว้ในคัมภีร์พระ ไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา ปกรณ์วิเสส วรรณกรรมประวัติศาสตร์  ตำนานมูลศาสนาในพระพุทธศาสนาเถรวาท เป็นต้น  ล้วนจารึกด้วยภาษาบาลี   นอกจากนี้ ภาษาบาลียังมีอิทธิพลต่อแนวความคิด ศิลปะ วัฒนธรรม วิถีชีวิต สังคมวิทยา ภาษา วรรณกรรมไทย และวรรณกรรมคดีไทยอีกด้วย

การเข้าถึงภาษาบาลี จึงมีความสำคัญเหมือนกับการมีคู่มือสำหรับอ่านและเข้าใจลายแทงขุมทรัพย์มรดก แห่งภูมิปัญญาอารยธรรมตะวันออก ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นภาษาลายแทงขุมทรัพย์อันเป็นมรดกโลกที่พุทธาทิปัณฑิต และปราชญ์ชาวตะวันออกได้ฝากไว้เป็นมรดกแห่งความเจริญรุ่งเรืองทางจิตวิญญาณ อย่างสูงสุดและสูงส่งเท่าที่มนุษยชาติเคยได้รับรู้มา

พระภิกษุสามเณรได้รับการยอมรับนับถือจากสังคมชาวพุทธทั่วโลกในฐานะเป็น ศาสนทายาทที่อยู่ใกล้และเฝ้าสืบทอดถ่ายทอดภาษาลายแทงขุมทรัพย์มรดกแห่ง ภูมิปัญญา อารยธรรมตะวันออกนี้ให้กับชาวโลก   จึงมีความจำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่งที่พระภิกษุสามเณรซึ่งเป็นผู้นำทาง จิตวิญญาณของพุทธศาสนิกชน จะต้องเรียนรู้ให้เข้าใจและสามารถอ่านลายแทงขุมทรัพย์มรดกนี้ให้ได้และ สามารถถ่ายทอดภาษาลายแทงที่ถูกต้องไปสู่พุทธศาสนิกชนรุ่นต่อ ๆ ไป

เรียนอะไร    ถ้าเรียน    อย่างปรัชญา
ที่เทียบกับ    คำว่า    ฟิโลโซฟี่
ยิ่งพลาดจาก    ธรรมะ    ที่ควรมี
เพราะเหตุที่    ยิ่งเรียนไป    ยิ่งไม่ซึม
เพราะเรียนอย่าง    คำนวณสิ่ง    ไม่มีตัว
สมมติฐาน    เอาในหัว    อย่างครึ้มครี่ม
อุปมาน    อนุมาน    สร้านทึมทึม
ผลออกมา    งึมงึม    งับเอาไป
เรียนธรรมะ    มีวิถี    วิทยาศาสตร์
มีตัวธรรม    ที่สามารถ    เห็นชัดใส
ไม่คำนวณ    หากแต่มอง    ลองด้วยใจ
ส่องลงได้    ตามที่อาจ    ฉลาดมอง
จะส่วนเหตุ    หรือส่วนผล    ยลประจักษ์
เห็นตระหนัก    ว่าอะไร    อย่างไรสนอง
แก่คำถาม    แจ้งถนัด    ชัดทำนอง
ตามที่ต้อง    ปฏิบัติ    ชัดลงไป ฯ
คัดลอกจากหนังสือ : คู่มือมนุษย์ (พุทธทาสภิกขุ)

ผู้เขียน: พระมหารักษ์ทวี ญาณวิชโย (ป.ธ.7, ศน.บ.)

ที่มา: สำนักเรียนวัดอาวุธวิกสิตาราม

ความคิดเห็น

พระวัชระ ปัญญาวชิโร

ขอบคุนนะคับ

แสดงความคิดเห็น

  • ที่อยู่เว็บและอีเมลจะเปลี่ยนเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • แท็ก HTML ที่อนุญาตให้ใช้
  • ขึ้นบรรทัดและจัดย่อหน้าให้อัตโนมัติ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตัวเลือกการจัดรูปแบบ

By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.