เหตุเกิดที่ประเทศไทย : กรณีคำอาราธนาธรรม

เหตุผลที่ผู้เขียนตั้งชื่อบทความเช่นนี้  ก็เนื่องจากไม่ทราบว่า เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ได้เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ เช่น ลังกา พม่า (เมียนม่าร์) กัมพูชา ลาว เป็นต้น ด้วยหรือไม่ ?  เพราะยังไม่ได้สอบถามหรือตรวจสอบให้แน่ชัดนั่นเอง

เหตุเกิดที่ประเทศไทยในบทความนี้  เป็นเรื่องเกี่ยวกับคำอาราธนาธรรม คำว่า “อาราธนาธรรม”  หมายถึง การเชื้อเชิญพระสงฆ์ให้แสดงธรรม (เทศน์) นั่นเอง   โดยปกติแล้ว พระสงฆ์จะแสดงธรรมอยู่บนธรรมาสน์  ซึ่งมีลักษณะค่อนข้างเป็นพิธีการหรือเป็นกิจลักษณะ   ต่างจากการแสดงปาฐกถาหรือบรรยายธรรมที่ไม่นิยมกล่าวคำอาราธนาธรรม   การกล่าวคำอาราธนาธรรมเป็นหน้าที่ของทายกหรือเจ้าพิธีการ ผู้ทำหน้าที่ในงานนั้น   

อย่างไรก็ดี ผู้เขียนเชื่อว่านักการศาสนา นักวิชาการ รวมทั้งผู้นำชุมชนหลายๆ ท่าน ที่คลุกคลีอยู่กับงานด้านศาสนาหรือพิธีกรรมทางศาสนา ย่อมมีความเกี่ยวข้องกับคำอาราธนาธรรมอยู่  ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่มากก็น้อย

สิ่งที่ผู้เขียนได้สังเกตมานานแล้วก็คือว่า  คำอาราธนาธรรมที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทยนั้น  มีความถูกต้องหรือไม่ อย่างไร นี่คือปัญหาที่จะเขียนในครั้งนี้   ขอให้ผู้อ่านทุกท่าน (โดยเฉพาะ ที่มีความรู้เรื่องศาสนา)  ตั้งจิตเป็นกลาง (ไม่มีอคติ) และเปิดใจให้กว้าง เพื่อจะได้ไม่เป็นการปิดกั้นความงอกเงยทางปัญญาของตนเองไปในตัว  แล้วสละเวลาอ่านบทความนี้ไปจนจบด้วย เถิด

คำอาราธนาธรรมที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันนี้ (จริงๆ ใช้กันมาช้านานแล้ว ทั้งในงานราษฎร์พิธีและรัฐพิธี  รวมทั้งใน ๓ เหล่าทัพ คือ กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ) เป็นดังนี้

พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สหมฺปติ
กตฺอญฺชลี อนฺธิวรํ อยาจถ
สนฺตีธ สตฺตาปฺปรชกฺขชาติกา
เทเสตุ ธมฺมํ อนุกมฺปิมํ ปชํ.

คำอาราธนาธรรมข้างต้น   โดยเฉพาะอย่างยิ่งบาทที่ ๒ นั้น มีคำถามขึ้นมาว่า

  1. กตฺอญฺชลี   ตฺ ซ้อนหน้าสระ อ ได้อย่างไร  เป็นสนธิอะไร (หลักสนธิข้อไหน)
  2. อนฺธิวรํ เป็นปาฐะที่ถูกต้อง หรือมีใช้ หรือไม่ (มีหลักฐานอ้างอิงหรือไม่)

ก่อนที่จะได้เฉลยหรือทำความเข้าใจกันต่อไป ขอยกคำอาราธนาธรรมจากหลักฐานที่เชื่อถือได้ ดังนี้

๑. พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สหมฺปติ
กตญฺชลี อนธิวรํ อยาจถ
สนฺตีธ สตฺตา อปฺปรชกฺขชาติกา
เทเสหิ ธมฺมํ อนุกมฺปิมํ ปชํ.
  (สฺยา. ขุ.พุทฺธ.๓๓/๑/๔๐๓)

๒. พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สหมฺปติ
กตญฺชลี อนธิวรํ อยาจถ
สนฺตีธ สตฺตา อปฺปรชกฺขชาติกา
เทเสตุ ธมฺมํ อนุกมฺปิมํ ปชํ.
  (วุตโตทยมัญชรี หน้า ๒๔๓ เป็น ๓๓/๑/๔๓๕)

๓. พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สหมฺปติ
กตญฺชลี อนธิวรํ อยาจถ
สนฺตีธ สตฺตา อปฺปรชกฺขชาติกา
เทเสหิ ธมฺมํ อนุกมฺปิมํ ปชํ.
  (ฉบับมหาจุฬาฯ)

๔. พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สหมฺปตี
กตญฺชลี อนธิวรํ อยาจถ
สนฺตีธ สตฺตา อปฺปรชกฺขชาติกา
เทเสหิ ธมฺมํ อนุกมฺปิมํ ปชํ.
  (ซีดี-รอม ฉบับฉัฏฐสังคายนา)

จะสังเกตเห็นว่า   คำอาราธนาธรรมจากหลักฐานที่เชื่อถือได้ดังกล่าวนั้น เฉพาะบาทที่ ๒ (คือ กตญฺชลี อนธิวรํ อยาจถ) เหมือนกันทุกฉบับ    ที่แตกต่างกันคงมีเพียง สหมฺปตี (มีที่เดียว), เทเสหิ-เทเสตุ และ สตฺตา อปฺปรชกฺขชาติกา-สตฺตาปฺปรชกฺขชาติกา เท่านั้น (แต่ก็ยังมีความถูกต้องตามหลักภาษา)

ต่อไปนี้ จะวินิจฉัยฉันท์ และวิธีไวยากรณ์ เป็นลำดับไป (เน้นบาทที่ ๒)

๑. วินิจฉัยฉันท์

ในวุตโตทยมัญชรี หน้า ๒๔๓ ระบุชัดว่า   คาถานี้เป็นอุปชาติคาถาที่ผสมระหว่างอินทรวงศ์ กับรุจิราคาถา (๑ ใน อติชคตีฉันท์ ๑๓ พยางค์)   กล่าวคือ บาทแรกของคาถานี้ เป็นอินทรวงศ์,  บาทที่ ๒ เป็นรุจิรา,  บาทที่ ๓ เป็นอินทรวงศ์ โดยรวมคำว่า อปฺป เป็น ๑ พยางค์ และถือว่าเป็นลหุ   แม้ส่วนใหญ่การรวม ๒ พยางค์ เป็น ๑ พยางค์  มักถือว่าเป็นครุ แต่บางทีก็ถือว่าเป็นลหุได้   ตัวอย่างในลักษณะนี้ยังมีพบในอจลธิติคาถา (ดู ปริจเฉท ๒ คาถา ๓๘)    ส่วนบาทที่ ๔ ก็เป็นอินทรวงศ์  ดังนั้น  คาถานี้จึงเป็นอุปชาติคาถาที่ผสมอินทรวงศ์กับรุจิราคาถา

ท่านยังกล่าวต่อไปอีกว่า  บางท่านตรวจคาถานี้ไม่ได้ จึงถือว่าเป็นอินทรวงศ์ทั้งหมด  โดยเปลี่ยนบาทที่ ๒  เป็นคำว่า กตฺอญฺชลี อนฺธิวรํ อยาจถ  และเปลี่ยนบาท ที่ ๓ เป็น สนฺตีธ สตฺตาปฺปรชกฺขชาติกา  เพื่อให้ต้องคณะฉันท์  แต่การเปลี่ยนเช่นนั้นไม่ถูกต้องตามคัมภีร์พุทธวงศ์  และทำให้เสียรูปศัพท์ทางภาษา

เพื่อให้เห็นชัดเจน  อาจสรุปได้ดังนี้   บาทที่ ๑-๓-๔ เป็น อินทรวงศ์ (๑๒ พยางค์) กำหนดด้วย ต-ต-ช-ร   ส่วนบาทที่ ๒ เป็น รุจิราคาถา (๑๓ พยางค์)  กำหนดด้วย ช-ภ-ส-ช-ครุลอย    ดังนั้น เฉพาะบาทที่ ๒ (คือ กตญฺชลี อนธิวรํ อยาจถ) นั้น จะเป็นดังนี้  ก ตญฺ ช = ช คณะ (มุนินฺท),   ลี อ น = ภ คณะ (มารชิ),   ธิ ว รํ = สุคโต,   อ ยา จ = ช คณะ (มุนินฺท) และ ถ = ครุลอย

จากหลักฐานที่เชื่อถือได้ดังกล่าว  สามารถที่จะชี้ชัดได้แน่นอนว่า (เฉพาะบาทที่ ๒) ที่ถูกต้องนั้น  ต้องเป็น กตญฺชลี อนธิวรํ อยาจถ เท่านั้น (หลักฐานจากพระไตรปิฎกทุกฉบับ)  ไม่สามารถจะเป็น กตฺอญฺชลี อนฺธิวรํ อยาจถ ได้เลย  (เพราะผิดจากหลักฐานในพระไตรปิฎก)  และเป็นรุจิราคาถา (ดังที่กล่าวไว้ในวุตโตทยมัญชรีข้างต้น)   เข้าใจ ว่าที่เปลี่ยนเป็นเช่นนั้น (คือ กตฺอญฺชลี อนฺธิวรํ อยาจถ) ก็เพราะไม่สามารถตรวจฉันท์ได้ (ไม่รู้ว่าเป็นฉันท์อะไร)    อีกประการหนึ่ง ก็เพราะต้องการให้เป็นอินทรวงศ์เช่นเดียวกับบาทอื่นๆ (ต้องการให้เป็นอินทรวงศ์ทุกบาท)   ซึ่งเป็นเหตุให้ไม่ถูกต้องตามคัมภีร์พุทธวงศ์ (หลักฐานที่มาเดิม) และทำให้เสียรูปศัพท์ทางภาษา  คือไวยากรณ์ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

๒. วินิจฉัยศัพท์/ไวยากรณ์

๒.๑ กตญฺชลี  ศัพท์เดิม คือ กตญฺชลิ  แยกเป็น กต + อญฺชลิ,   ลบสระหน้า ปกติสระหลัง (คือ ลบ อ ที่ ต และ คง อ ที่ อญฺชลิ ไว้)   ทั้งนี้ ตามสูตร สรโลโปมาเทสปฺปจฺจยาทิมฺหิ สรโลเป ตุ ปกติ (ปทรูปสิทฺธิ สูตรที่ ๖๗ หน้า ๕๙)   จึงเป็น กตญฺชลิ    ท่านแสดงวิเคราะห์ไว้ว่า กโต อญฺชลิ กรปุโฏ เอเตนาติ (กโต อญฺชลิ เยน โส)  กตญฺชลี (ผู้มีอัญชลีอันกระทำแล้ว), เป็นตติยา ตุลยาธิกรณพหุพพิหิสมาส   เมื่อควรจะเป็น กตญฺชลิ แต่ทำทีฆะ เป็น กตญฺชลี ทั้งนี้เพื่อรักษาฉันท์ (ฉนฺทานุรกฺขณตฺถญฺเหตฺถ ทีโฆ) (กงฺขาวิตรณีปุราณอภินวฏีกา, ปาจิตฺติยกณฺฑ : ซีดี-รอม ฉบับฉัฏฐสังคายนา)

อนึ่ง  คำว่า กตญฺชลิ นี้ ตรงกับคำสันสกฤตว่า กฺฤตาญฺชลิ   ซึ่งมีความตรงกันในด้านครุ-ลหุ เป็นอย่างดี  กล่าวคือ  ก = กฺฤ (ลหุ),  ตญฺ = ตาญฺ (ครุ),  ช = ช (ลหุ) และ  ลิ = ลิ (ลหุ)   ท่านแยกเป็น กฺฤต + อํชลิ (อญฺชลิ)  ดังใน The Practical Sankrit-English Dictionary p.369 col.3  และ The Student’s Sankrit-English Dictionary p.159 col.3 ของ Vaman Shivram Apte แปลว่า folding the hands supplication, และใน A Sankrit-English Dictionary p.303 col.1 ของ Monier-Williams แปลว่า (krtanjali) One who joins the hollowed palms in reverence or to solicit a favour (holding the hollowed palms together as if to receive alms or an offering), standing in a reverent or respectful posture.

สรุปว่า  คำว่า กตญฺชลี นั้น ศัพท์เดิมก็คือ กตญฺชลิ   ส่วนที่เป็น กตญฺชลี  ก็เพราะท่านทำทีฆะเพื่อรักษาฉันท์   ดังนั้น ในพจนานุกรมมคธ-ไทย หน้า ๑๖๓ ของ พันตรี ป. หลงสมบุญ จึงแสดงเป็น ๒ รูป คือ กตญฺชลิ และ กตญฺชลี (วิ.) (แปลว่า ผู้มีกระพุ่มมืออันกระทำแล้ว)   แต่เมื่อว่าตามที่ท่านแสดงไว้แล้ว (กงฺขาวิตรณีปุราณอภินวฏีกา, ปาจิตฺติยกณฺฑ : ซีดี-รอม ฉบับ ฉัฏฐสังคายนา) ศัพท์เดิม ก็ต้องเป็นรูปเดียว คือ กตญฺชลิ เท่านั้น

ส่วนคำว่า อญฺชลิ หรือ อญฺชลี นี้   ท่านแสดงไว้ดังนี้

  1. ปทานุกรมพระไตรปิฎก ฉบับบาลี-ไทย เล่ม ๑ หน้า ๓๘๒-๓๘๓   อญฺชลิ (ปุ) (อญฺช+อลิ)  ดูบาลีประกอบด้วย) แปลว่า (๑) การไหว้, การประนมมือ, การกระพุ่มมือแสดงความเคารพคือประนมมือนิ้วทั้งสิบเข้าด้วยกัน  ทำอุ้งมือให้นูนเล็กน้อย  ยกขึ้นจรดที่หน้าผาก (๒) ใช้มือวักน้ำดื่ม (๓) ฝ่ามือ
  2. พระคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา คาถาที่ ๒๖๘   อญฺชลิ (อิการันต์) ปุงลิงค์. กระพุ่มมือ
  3. ปาลี-สยาม อภิธาน หน้า ๙   อญฺชลี (อีการันต์) (อภิช. อญฺชลิ) ป. (ปุงลิงค์) ประนมมือ
  4. ปทานุกรมบาลี ไทย อังกฤษ สันสกฤต หน้า ๑๗   อญฺชลิ (อิการันต์ ปุงลิงค์) นิ้วสิบ อันรุ่งเรืองโดยยิ่ง (ประนมมือ)
  5. หนังสือพระบาฬีลิปิกรม ภาคหนึ่ง หน้า ๓๔   อญฺชลิ (อิการันต์) ประนมมือ (อญฺชลี ก็มี)
  6. พจนานุกรม มคธ-ไทย หน้า ๑๘   อญฺชลิ, อญฺชลี, อญฺชุลี (ปุ.) การประนมมือ, การไหว้ (ส่วนใหญ่ใช้ในความหมายว่าประนมมือ), ประนมมือ, กระพุ่มมือ, กระพุ่มมืออัน รุ่งโรจน์โดยยิ่ง,  อัญชลี, อัญชุลี, ชุลี (ตัดอัญ ออก). วิ. อญฺเชติ ภตฺติมเนน ปกาเสตีติ อญฺชลิ อญฺชลี วา, อญฺชฺ ปกาสเน, อลิ, อลี.  สนามหลวงแผนกบาลี ปี ๒๕๑๗ เฉลยเป็น อิต. ส. อญฺชลิ.

จากหลักฐานที่ยกมานั้น พบ ๒ รูป คือ อญฺชลิ และ อญฺชลี และพบเป็น ๒ ลิงค์ คือ ปุงลิงค์ และอิตถีลิงค์  (แต่มติ สัททนีติ ปทมาลา หน้า ๓๐๑,  รูปสิทธิปกรณ์ หน้า ๖๔,  นิรุตติทีปนี (นามกัณฑ์) สูตรที่ ๑๖๗ (นา สฺมาสฺส) เป็นต้น แสดงเป็น อิการันต์ ปุงลิงค์)    มีที่ใช้ เช่น

ก. ปุงลิงค์   เช่น อญฺชลิสามีเจน จาติ สามีจิกมฺเมน สทฺธึ อญฺชลิ จ เตสํ น กาตพฺโพฯ (วินยาลงฺการ-ฎีกา, ปกิณฺณกวินิจฺฉยกถา : ซีดี-รอม ฉบับฉัฏฐสังคายนา)

ข. อิตถีลิงค์ ก็มี (พบน้อยมาก) (โดยสังเกตได้จากบริบทเช่นกัน)  เช่น ปุญฺญตฺถิเกหิ อญฺชลิ กรณียา เอตฺถาติ อญฺชลิกรณีโย ฯ (วิสุทฺธิมคฺคมหาฏีกา-๑, ฉอนุสฺสตินิทฺเทสวณฺณนา-ซีดี-รอม ฉบับฉัฏฐสังคายนา)

ส่วนในทางสันสกฤต  แสดงเป็น อญฺชลิ อิการันต์ ปุงลิงค์ (สำเร็จมาจาก อญฺชฺ ธาตุ + อลิ ปัจจัย) เช่น ใน A Sanskrit-English Dictionary p.11 col.1 ของ Monier-Williams, The Practical Sanskrit-English Dictionary p.25 col.2 ของ Apte, The Student’s Sanskrit-English Dictionary p.8 col.2, The Concise Sanskrit-English Dictionary p.8 col.2

๒.๒ อนธิวรํ เป็นรูปทุติยาวิภัตติ ศัพท์เดิม ก็คือ อนธิวร แปลว่า พระพุทธเจ้า  ในพระคัมภีร์อภิธานัป-ปทีปิกา คาถาที่ ๑-๓   แสดงศัพท์ที่หมายถึงพระพุทธเจ้าไว้ ๓๒ ศัพท์ คือ  พุทฺธ, ทสพล, สตฺถุ, สพฺพญฺญู, ทิปทุตฺตม, มุนินฺท, ภควนฺตุ, นาถ, จกฺขุมนฺตุ, องฺคีรส, มุนิ, โลกนาถ, อนธิวร, มเหสี, วินายก, สมนฺตจกฺขุ, สุคต, ภูริปญฺญ, มารชิ, นรสีห, นรวร, ธมฺมราช, มหามุนิ, เทวเทว, โลกครุ, ธมฺมสฺสามิ, ตถาคต, สยมฺภู, สมฺมาสมฺพุทฺธ, วรปญฺญ, นายก และ ชิน

เฉพาะคำว่า อนธิวร นั้น  ในพระคัมภีร์ต่างๆ ได้แสดงความหมายไว้ดังนี้

๑. พระคัมภีร์อภิธานปฺปทีปิกาฏีกา (อธิบายคาถาที่ ๒)  แสดงไว้ว่า  อตฺตโน อธิกสฺส กสฺสจิปิ อุตฺตม-ปุคฺคลสฺส อภาวโต อนธิวโร,  สพฺพปริยนฺตคตตฺตภาวตฺตา วา นตฺถิ เอตสฺส อิโต อญฺโญ อธิโก ปตฺเถตพฺโพ  อตฺตภาโวติ อนธิวโร.

๒. พระคัมภีร์อภิธานปฺปทีปิกาสูจิ หน้า ๒๑๙  แสดงไว้ว่า  อตฺตโน อธิกสฺส กสฺสจิ อภาวโต อนธิวโร.

๓. คัมภีร์อภิธานวรรณนา หน้า ๑๑  แสดงไว้ว่า อนธิวร (น + อธิวร) พระพุทธเจ้า, ผู้ประเสริฐสุด.  อจฺจนฺตวโร อธิวโร นาสฺส อตฺถีติ อนธิวโร,  น ตโต อธิโก วโร อตฺถีติ วา อนธิวโร,  อนุตฺตโรติ อตฺโถ (ขุ.อฏฺ.๕๑/๑/๑๗)  (แปล) พระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครยิ่งกว่า พระนามว่าอนธิวระ ได้แก่ผู้ประเสริฐสุด.  อตฺตโน อธิกสฺส กสฺสจิ อภาวโต อนธิวโร (แปล) พระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่าอนธิวระ เพราะไม่มีผู้ใดประเสริฐยิ่งกว่าพระองค์ [อาเทศ (แปลง) น เป็น อน, ลบสระหน้า (และปกติสระหลัง)]  และในหน้าที่ ๑๒ แห่งคัมภีร์นี้ยังกล่าวต่อไปอีกว่า  คาถาที่ชาวพุทธนิยมสวดอาราธนาธรรมว่า

พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สหมฺปติ
กตญฺชลี อนธิวรํ อยาจถ
สนฺตีธ สตฺตา อปฺปรชกฺขชาติกา
เทเสหิ ธมฺมํ อนุกมฺปิมํ ปชํ.
  (ขุ.อปทาน.๓๓/๑/๔๐๔)

(แปล) ท้าวสหัมบดีพรหมผู้เป็นประธานในโลกทั้ง ๓  ประนมอัญชลีกราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าว่า ในโลกนี้  เหล่าสัตว์ผู้เกิดมา มีนัยน์ตาเปื้อนธุลีเพียงน้อยนิด มีอยู่  ขอพระองค์อาศัยความเอ็นดูหมู่สัตว์นี้  แล้ว โปรดทรงแสดงธรรมด้วยเถิด

๔. พจนานุกรม มคธ-ไทย หน้า ๓๖   แสดงไว้ว่า อนธิวร (ปุ.) อนธิวระ อนธิวร พระนามของพระพุทธเจ้าทั้งปวง พระนาม ๑ ใน ๓๒ พระนาม. (วิเคราะห์) อตฺตโน อธิกสฺส กสฺสจิ อภาวโต อนธิวโร.

๕. ปทานุกรมพระไตรปิฎก ฉบับบาลี-ไทย เล่ม ๒ หน้า ๖๑   แสดงไว้ว่า อนธิวร (ติ) [น + อธิวร] แปลว่า

(ก) ผู้ไม่มีใครประเสริฐกว่าตน = พระพุทธเจ้า. (ตัวอย่างที่มา-ความหมาย) พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สหมฺปตี, กตญฺชลี อนธิวรํ อยาจถ. พุทธวํ. ๒๙๙, อจฺจนฺตวโร อธิวโร นาสฺส อตฺถีติ อนธิวโร,  น ตโต อธิโก วโร อตฺถีติ วา อนธิวโร อนธิวโร อนุตฺตโรติ อตฺโถ. พุทฺธวํ. อฏฺ. ๑๔, อิธ อนธิวรา พุทฺธา, อภิสมฺพุทฺธา วิโรจนฺติ. ชา. ๒/๒๖๔,  อนธิวราติ อตุลฺยา อปฺปเมยฺยา. ชา. อฏฺ.๔/๒๓๔, ตถาคตสฺสีนธิวรสฺส สาสนํ. วิมาน. ๑๙, อนธิวรสฺส สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส. วิมาน. อฏ. ๗๖

(ข) อันประเสริฐยิ่ง, อันไม่มีฤทธิ์อื่นยิ่งกว่า.  (ตัวอย่างที่มา-ความหมาย)  อิทฺธี จเต อนธิวรา วิหงฺคมา. วิมาน. ๑๘,  อนธิวราติ อธิกา วิสิฏฺฐา อญฺญา เอติสฺสา อตฺถีติ อนธิวรา, อติอุตฺตมาติ อตฺโถ. วิมาน. อฏฺ. ๗๓

ทำตัว อนธิวร แยก เป็น น+อธิวร, แปลง น เป็น อนฺ (ปทรูปสิทฺธิ สูตรที่ ๓๔๕ หน้า ๒๓๐,  คัมภีร์ปทรูปสิทธิ แปลและอธิบาย เล่ม ๒ สมาสกัณฑ์-กิพพิธานกัณฑ์ หน้า ๔๗ (อธิบายสูตรที่ ๓๔๕), สัททนีติปกรณ์ สุตตมาลา (ฉบับภูมิพโลภิกขุ) สูตรที่ ๗๑๘ หน้า ๒๖๒, สัททนีติ เล่ม ๓ สุตตมาลา หน้า ๗๐๘ (แปลสูตรที่ ๗๑๘), กัจจายนะขั้นพื้นฐาน สมาสกัณฑ์ สูตรที่ ๑๙ หน้า ๒๕๓) = อนฺ (an) + อธิวร (adhivara), นำ นฺ ไปประกอบกับ อ แห่ง อธิวร ด้วยสูตร นเย ปรํ ยุตฺเต (ปทรูปสิทฺธิ สูตรที่ ๑๐ หน้า ๑๐, ฯลฯ) จึงเป็น อนธิวร (anadhivara)

นักบาลีพึงสังเกตให้ดีว่า   การแปลง น เป็น อนฺ นั้น น หนู มีจุดข้างล่าง (คือ เป็น นฺ)   แต่เมื่อนำไปประกอบกับ อ ที่อยู่ข้างหลัง (คือ อ แห่ง อธิวร) จะกลายเป็น น (น หนูไม่มีจุดข้าง ล่าง) ทันที

อย่างไรก็ตาม ในบางแห่ง (ดู ข้อ ๓  คัมภีร์อภิธานวรรณนา หน้า ๑๑) แยกเป็น น + ธิวร,  แล้วว่า แปลง น เป็น อน (น ไม่มีจุด)   แม้เป็นเช่นนี้ แต่เมื่อทำการสนธิ ก็ต้องลบสระหน้า (คือ อ ที่ น-จาก น เป็น นฺ   เพราะ นฺ ไม่มีสระอาศัยแล้ว เนื่องจากถูกลบไป)  แล้วจึงนำ นฺ ไป ประกอบกับ อ แห่ง อธิวร จึงเป็น อนธิวร

กล่าวให้ชัดเจนไปอีกที ก็คือ ไม่ว่าจะแปลง น เป็น อนฺ (ดังที่อ้างในคัมภีร์ต่างๆ)  หรือเป็น อน ก็ตามที รูปสำเร็จก็ต้องเป็น อนธิวร ทั้งสิ้น (ไม่อาจเป็น อนฺธิวร ได้เด็ดขาด เพราะขาดหลักฐานและหลักการแห่งไวยากรณ์ที่จะให้สำเร็จเช่นนั้นได้)

สรุปในตอนนี้ว่า เมื่อพิจารณาจากหลักฐาน, หลักฉันทลักษณ์ และหลักไวยากรณ์แล้ว ทั้ง ๒ คำนั้น มีรูปเป็น กตญฺชลี และ อนธิวรํ ทั้งสิ้น   มีความสอดคล้องและตรงกันทุกแห่ง ดังที่แม้ในอรรถกถาพุทธวงศ์ (หน้า ๑๗) ก็แสดงไว้ว่า

กตญฺชลีติ กตญฺชลิโก, อญฺชลิปุฏํ สิรสิ กตฺวาติ อตฺโถ. อนธิวรนฺติ อจฺจนฺตวโร อธิวโร นาสฺส อตฺถีติ อนธิวโร, น ตโต อธิโก วโร อตฺถีติ อนธิวโร, อนุตฺตโรติ อตฺโถ, ตํ อนธิวรํ.

   ดังนั้น  คำอาราธนาธรรมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน  ที่เป็น กตฺอญฺชลี อนฺธิวรํ ได้หลักฐานหรือหลักการมาอย่างไร จากคำถามที่ได้ตั้งไว้แต่แรกว่า

  1. กตฺอญฺชลี   ตฺ ซ้อนหน้าสระ อ ได้อย่างไร เป็นสนธิอะไร (หลักสนธิข้อไหน)
  2. อนฺธิวรํ เป็นปาฐะที่ถูกต้องหรือมีใช้ หรือไม่ (มีหลักฐานอ้างอิงหรือไม่) นั้น สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้หรือไม่ เพียงใด

อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้บทความนี้ยืดยาวเกินไป  ขอสรุปฟันธงเด็ดขาดลงไปเลยว่า ทั้ง ๒ คำนั้น (กตฺอญฺชลี อนฺธิวรํ) ผิดทั้งฉันท์ ผิดทั้งไวยากรณ์ และที่สำคัญ ก็คือ (บาทที่ ๒ นั้น) ผิดจากพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นที่ ๑

สำหรับมูลเหตุในการแก้นั้น เข้าใจว่า ผู้แก้ไม่สามารถตรวจฉันท์ได้ จึงต้องการให้คาถานี้ เป็นอินทรวงศ์ ทั้ง ๔ บาท จึงได้แก้จาก กตญฺชลี อนธิวรํ อยาจถ เป็น กตฺอญฺชลี อนฺธิวรํ อยาจถ ซึ่งส่งผลให้

  1. ผิดฉันท์ (เดิมเป็นรุจิราคาถา ไม่ใช่อินทรวงศ์) และ (ศัพท์) ไวยากรณ์ (ทำให้รูปภาษาเสียไป)
  2. ผิดจากพระไตรปิฎก (เป็นการแก้ไขพระไตรปิฎก) ดังกล่าวแล้ว

ผู้เขียนได้เคยนำเรื่องนี้ไปสอบถามท่านผู้รู้   ซึ่งหลายท่านก็เห็นพ้องตาม   โดยเฉพาะท่านที่เคยศึกษาบาลีใหญ่ (บาลีไวยากรณ์ชั้นสูง กลุ่มสัททาวิเสส มีคัมภีร์กัจจายนะเป็นต้น)   ซึ่งท่านก็ได้ให้คำชี้แจงว่า   พวกเราได้เห็นสิ่งที่ผิดกลายเป็นความถูกต้องไปแล้ว  เป็นความนิยมผิดๆ ที่แพร่หลายไปนานแล้ว  โดยส่วนตัวผู้เขียนเอง สมัยที่ยังศึกษาน้อย ก็ไม่เห็นว่าจะผิดอะไรหรือตรงไหน  เพราะได้กล่าวคำอาราธนาธรรมเช่นนั้นกันมานานแล้ว  แต่เมื่อได้ศึกษามากขึ้น มีความรู้มากขึ้น ได้พบเห็นหลักฐานที่เชื่อถือได้  จึงได้พยายามเขียนบทความขึ้นหลายๆ เรื่อง เท่าที่สติปัญญาของตนเองมี (เช่น เรื่อง อญฺญ หรือ อญฺญา (พระอรหัตผล), อญฺชลิ หรือ อญฺชลี, ปาลิ ปาฬิ หรือ ปาลี ปาฬี, อคฺคมกฺขายติ แยกเป็น อคฺคํ+อกฺขายติ หรือ อคฺโค+อกฺขายติ, ความหมายของมนุษย์ในมุมมองของนักนิรุกติศาสตร์ ฯลฯ) ทั้งนี้ก็เพื่อความเข้าใจ ที่ถูกต้องนั่นเอง  (ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่นั้นก็เป็นเรื่องของเขา)

อย่างไรก็ตาม มีบางท่านที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ (เรื่องคำอาราธนาธรรมนี้) พยายามชักแม่น้ำทั้ง ๕ มาอ้าง  คล้ายๆ เพื่อแก้ต่างให้  โดยบอกว่า ไม่ได้เป็นคำที่นำมาจากพระไตรปิฎกบ้าง, ท่านผู้แก้คงไม่ได้จงใจแก้ให้ผิด แต่อาจมีเหตุผลของท่าน หรือมีความรู้ที่เรารู้ไม่ถึง เพราะผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ตรวจชำระพระไตรปิฎก ล้วนแต่เป็นปราชญ์ คงไม่ใช่คนธรรมดาๆ  แล้วจะผิดพลาดได้อย่างไร,  คล้ายๆ กับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานที่มีการเปลี่ยนแปลงได้บ้าง, เป็นระเบียบปฏิบัติที่คนหมู่มากได้ปฏิบัติ กันมาอย่างนี้นานแล้ว  ก็ให้ปฏิบัติตามไปก่อนจนกว่าจะมีการประกาศใหม่บ้าง    เหล่านี้ ล้วนเป็นเหตุให้บทความนี้จำต้องพูดถึง จึงขอให้ผู้อ่านได้อดทนอ่านต่อไปอีก

๑.  ที่ว่า ไม่ได้เป็นคำที่นำมาจากพระไตรปิฎก นั้น  ย่อมเป็นคำที่เลื่อนลอย ไม่มีหลักฐานใดๆ   เป็นการคิดเอาเอง   คำอาราธนาธรรม (ที่ถูกต้อง) เป็นคำที่มาจากพระไตรปิฎกแน่นอน   แม้คัมภีร์อื่นๆ ที่เขียนอธิบายนั้น ก็เขียนไปตามนัยพระไตรปิฎก ให้มีความสอดคล้อง ไม่มีความขัดแย้งกับพระไตรปิฎกทั้งนั้น    เมื่อพระไตรปิฎกเป็น กตญฺชลี อนธิวรํ   คัมภีร์ต่างๆ ก็อธิบายคำที่มีในพระไตรปิฎกนี้ให้เข้าใจชัดเจน  โดยการเอาคำในพระไตรปิฎกเป็นคำตั้งหรือเป็นคำหลัก แล้วเขียนอธิบายไป   ไม่ใช่ไปแก้ไขคำที่มีในพระไตรปิฎก   เพราะจะไม่สอดคล้องกัน ทั้งจะเป็นการบิดเบือนด้วย ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น

อนึ่ง ถ้าไม่ได้เป็นคำที่มาจากพระไตรปิฎกจริง  ทำไมจึงเหมือนพระไตรปิฎกถึง ๓ บาท แม้บาทที่ ๒ เอง รูปศัพท์รูปคำก็คล้ายอย่างมาก [แต่ไม่เหมือน เนื่องจากมีการแก้ไข ดัดแปลง (สิ่งที่ถูกอยู่แล้ว) ให้ผิดเพี้ยนไป]   เหล่านี้ ส่อว่านำมาจากพระไตรปิฎกแน่นอน แต่มาแก้ไขนั่นเอง   อย่างไรก็ตาม จากที่ได้ตรวจสอบดูพระไตรปิฎก รวมทั้งหลักฐานอื่นๆ (ที่เชื่อถือได้) ล้วนถูกต้องตรงกันทั้งสิ้น (ดูที่อ้างผ่านมา)   และยังถือว่าโชคดีที่ในพระไตรปิฎกนั้นไม่ได้มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ   คงมีเฉพาะในมนต์พิธี และที่ใช้กันอย่างดาษดื่นทั่วไปเท่านั้น (จนกลายเป็นถูกต้องไปแล้ว)

ในเรื่องนี้  ผู้เขียนสันนิษฐานเป็นการส่วนตัวว่า ท่านผู้แก้ไขคนนั้น คงเข้าร่วมชำระพระไตรปิฎก  พบเห็นคำเช่นนั้นแล้ว ไม่อาจตรวจสอบคณะฉันท์ได้ และต้องการแก้ไขดังกล่าวแล้ว แต่ไม่สามารถจะกระทำได้  อันอาจเนื่องมาจากถูกคัดค้านโดยคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ  ซึ่งเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกและคัมภีร์สัททาวิเสส (มีคัมภีร์กัจจายนะเป็นต้น)    เมื่อไม่สามารถกระทำบนเวทีได้ ก็จำเป็นต้องเล่นนอกเวที   โดยพยายามพูด/สอนให้ลูกศิษย์ที่มีความรู้ยังด้อยเห็นคล้อยตาม   แล้วลูกศิษย์เหล่านั้น ก็ช่วยกันเผยแพร่จนเป็นที่นิยม ก็อาจเป็นได้   นี่เป็นเพียงการสันนิษฐานส่วนตัวเท่านั้น

หน้าที่ของพวกเรา ก็คือการจดจำ ศึกษา เล่าเรียน บอก กล่าว สอน และรักษาพระไตรปิฎก (และคัมภีร์อื่นๆ) เอาไว้ไม่ให้ตกหล่น วิปริต เลือนหาย (เท่าที่จะทำได้)    แต่ไม่ใช่การไปแก้ไขพระไตรปิฎก โดยที่ตนไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญพอ   การสังคายนานั้นเป็นสิ่งถูกต้องแล้ว   แต่ต้องอาศัยกลุ่มคนที่มีความรู้แตกฉานเชี่ยวชาญจริงๆ  ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็จะกลายเป็นทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่แล้วให้วิปริตผิดเพี้ยนไป โดยไม่รู้ตัวหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์  อันจะก่อให้เกิดสัทธรรมปฏิรูปนั่นเอง

๒. ที่ว่า ท่านผู้แก้คงไม่ได้จงใจแก้ให้ผิด  แต่อาจมีเหตุผลของท่าน หรือมีความรู้ที่เรารู้ไม่ถึงบ้าง เพราะผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ตรวจชำระพระไตรปิฎก  ล้วนแต่เป็นปราชญ์ คงไม่ใช่คนธรรมดาๆ แล้วจะผิดพลาดได้อย่างไร   เรื่องนี้ ผู้เขียนไม่อาจระบุเป็นตัวได้   แต่จะขอยกตัวอย่างประกอบเพียงกรณีเดียว คือ

ในหนังสือเล่มหนึ่ง ท่านผู้แต่งหนังสือเล่มนี้ได้อธิบายว่า   คำว่า ปาลี นั้น เป็นอิตถีลิงค์ สำเร็จมาจาก ปาลฺ ธาตุ ในความรักษา ณี ปัจจัย   วิเคราะห์ว่า พุทฺธวจนํ ปาเลตีติ ปาลี (ภาสา)

จะสังเกตเห็นว่าคำว่า ปาลี นั้น เป็นอิตถีลิงค์ เพราะเป็นวิเสสนะของภาสา แต่มีรูปเป็น ปาลี ได้อย่างไร   ในเมื่อหลักการในหนังสือของผู้แต่งเองนั่นแหละ ระบุชัดว่า ณี ปัจจัยนั้น (นามกิตก์) ถ้าเป็นอิตถีลิงค์ จะต้องมีรูปเป็น อินี เช่น ธมฺมจารินี, พฺรหฺมจารินี เป็นต้น กลายเป็นว่าสิ่งที่พูดนั้น  กลับขัดแย้งกับหลักการในหนังสือของตนเอง (จริงๆ แล้วความรู้ดังกล่าวนี้ ได้เรียนได้สอนกันมาช้านานแล้ว   แม้ผู้เขียนเองสมัย นั้นก็เรียนมาแบบนี้เช่นกัน เรียกว่าเป็นความรู้ที่ถ่ายทอดกันมาช้านานแล้ว)

แต่ผู้เขียนได้ตรวจสอบจากหลักฐานต่างๆ ดังต่อไปนี้คือ

พระคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา (พจนานุกรมภาษาบาลีที่เก่าแก่ที่สุด) คาถาที่ ๙๙๖ หน้า ๒๙,
อภิธานปฺปทีปิกาฏีกา (อธิบายคาถาที่ ๕๓๙) หน้า ๓๖๐,
อภิธานปฺปทีปิกาสูจิ หน้า ๖๒๕-๖๒๖,
สทฺทนีติ ธาตุมาลา หน้า ๔๕๒-๔๕๓
ธาตุปฺปทีปิกา หน้า ๒๓๘-๒๓๙,
พระคัมภีร์ธาตวัตถสังคหปาฐนิสสยะ หน้า ๒๔๑-๒๔๓,
ปาลี-สยาม อภิธาน หน้า ๒๖๕,
ปทานุกรมบาลี-ไทย-อังกฤษ-สันสกฤต หน้า ๕๒๖,
พระบาฬีลิปิกรม ภาค ๒ หน้า ๑๑๗๖ และ ๑๑๘๒,
พจนานุกรมมคธ-ไทย หน้า ๔๘๘-๔๘๙,
คัมภีร์อภิธานวรรณนา [๕๓๙] หน้า ๖๕๗,
อภิธมฺมตฺถวิภาวินิยา ปญฺจิกา นาม อตฺถโยชนา ภาค ๑ หน้า ๒๘๒ และ ๔๗๑,
ณฺวาทิโมคฺคลฺลาน ๑๙๘ (สูตร อลฺลฺยาทโย) หน้า ๓๓, และ
ณฺวาทิโมคฺคลฺลาน ๒๒๘ (สูตร ปาโต ฬิ) หน้า ๓๗

พบว่าส่วนใหญ่ใช้เป็น ปาลิ หรือ ปาฬิ ซึ่งเป็น อิ การันต์ อิตถีลิงค์ (แจกอย่าง รตฺติ) สำเร็จมาจาก ปา (รักษา) + ลิ, ปา + ฬิ, ปาลฺ + อิ, ปาลฺ + ลิ (ลบ ลฺ) และ ป + อาลิ (“ระเบียบคำที่พุทธาทิบัณฑิตประกาศ”)

ส่วนที่ เป็น ปาลี หรือ ปาฬี (อีการันต์) นั้น ไม่พบที่ใช้    มีเพียงใน ณฺวาทิโมคฺคลฺลาน ๑๙๘ (สูตร อลฺลฺยาทโย) หน้า ๓๓ เท่านั้นที่แสดงเป็น ปาลิ   แล้วว่าถ้าลง อี ปัจจัย ก็เป็น ปาลี (โปรดค้นจาก หลักฐานที่อ้าง)

ส่วนในภาษาไทย (คำไทย) ใช้เป็น บาลี เช่น ภาษาบาลี หรือ บาฬี (คำเก่า) เช่น สถาบันบาฬีศึกษาพุทธโฆส เป็นต้น (ทั้งสองคำใช้ บ แทน ป)

ในที่นี้ จึงพอสรุปได้ว่า คำว่า “บาลี” นั้น ตรงกับภาษาบาลีจริงๆ ว่า ปาลิ หรือ ปาฬิ (อิ การันต์) ส่วนที่เป็น ปาลี (อีการันต์) ก็มี (ดูที่อ้าง)   และไม่ควรเห็นเป็น ณี ปัจจัยตามไวยากรณ์บางเล่มที่แสดงไว้นั้น   เพราะจากหลักฐานที่อ้างมาทั้งหมด ยังไม่พบว่าท่านแสดงเป็น ณี ปัจจัยเลย

อย่างไรก็ตาม  ในภาษาบาลีนั้น  การจะใช้ว่า ปาลิ หรือ ปาฬิ ก็ไม่แปลกกันนัก   เพราะในคัมภีร์รูปสิทธิปกรณ์ (หน้า ๑๙) กล่าวไว้ว่า ลฬานมวิเสโส แปลว่า ล และ ฬ ไม่แปลกกัน คือไม่ต่างกัน  หมายถึงใช้แทนกันได้   ดังที่แม้ใน ธาตุปฺปทีปิกา หน้า ๒๓๙ (เชิงอรรถ)   หลวงเทพ ดรุณานุศิษฏ์ (ทวี ธรฺมธัช ป.๙)  ก็เขียนไว้ว่า ที่ปราชญ์โบราณเขียนเป็น ปาฬิ ก็โดยได้นัยจากตำราศัพทศาสตร์ ที่บอกให้แปลง ล เป็น ฬ ดังนี้  ว่าทางเหตุผลก็อาจเป็นว่า ปาลิ เป็น คำธรรมดา  เมื่อเป็นชื่อของพระปริยัติธรรมคือพระพุทธพจน์ ก็แปลงเป็น ฬ เสีย  หมายให้เป็นที่เคารพ หรือเป็นพิเศษ   คล้ายคำ อฏฺฐกถา ซึ่งที่จริงก็คือ อตฺถกถา นั่นแล แต่แปลงเป็น ฏฺฐ เสีย ก็เพื่อให้เป็นพิเศษแปลกจากคำธรรมดา   ซึ่งในบัดนี้ก็ยังใช้เช่นนั้น

เทียบในภาษาอังกฤษ   คำที่เป็นอสาธารณนาม  เขาก็ใช้อักษรใหญ่เหมือนกัน   แต่ปราชญ์ชาวตะวันตกนิยมใช้ตามรูปเดิม คือ ปาลิ  ถึงได้แต่งพจนานุกรม เรียกว่า Pali Dictionary เป็นต้น   ปราชญ์ในเมืองไทยก็อนุโลมตาม  จึงกลับใช้เป็น ปาลิ เพื่อให้สม่ำเสมอกัน  หรือที่เรียกว่าเป็นแบบสากล  แลก็ไม่ควรกลับใช้เป็น ปาฬิ อีก (ผู้แต่ง)

ดังนั้น  ผู้เขียนจึงตั้งคำถามขึ้นว่า  การที่อาจารย์เหล่านั้นแต่งหนังสือ/สอนความรู้ดังกล่าวแล้ว (อธิบายเรื่องภาษาบาลีว่า มาจากคำ (บาลี) ว่า ปาลี (อิตถีลิงค์)  สำเร็จมาจาก ปาลฺ ธาตุ ณี ปัจจัย)  จนหนังสือได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย หรือ การถ่ายทอดความรู้ที่ผิดๆ  โดยไม่ได้ศึกษาถึงหลักฐานที่มาที่ไปอย่างละเอียด [แต่คนส่วนมาก (ที่ไม่ค่อยรู้) ก็ยอมรับกัน] เป็นการกระทำของนักปราชญ์หรือ ?  เป็นความผิดพลาดหรือความไม่รู้ของผู้ที่คนยกให้เป็นปราชญ์หรือไม่ ?   แล้วเราจะบอกว่า ท่านผู้แก้คงไม่ได้จงใจแก้ให้ผิด  แต่อาจมีเหตุผลของท่าน   หรือมีความรู้ที่เรารู้ไม่ถึงบ้าง  เพราะผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ตรวจชำระพระไตรปิฎก  ล้วนแต่เป็นปราชญ์ คงไม่ใช่คนธรรมดาๆ แล้วจะผิดพลาดได้อย่างไร ? นั้นถูกต้องหรือ ?   ยิ่งกว่านั้น เมื่อจะยกย่องปราชญ์เหล่านั้น  แล้วดูหมิ่นความรู้ของตัวเอง (ที่ไม่รู้จริงๆ)  ก็พยายามยกตัวอย่างที่ตนก็ไม่สามารถจะให้คำตอบได้แน่ชัด (เนื่องจากเป็นการเอาบางเรื่องที่เราไม่รู้เป็นเกณฑ์/เป็นตัวอย่าง)  เช่น บทสวดพาหุง ที่เป็น ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ  โดยกล่าวว่าผู้แต่งบทพาหุงนั้นเป็นปราชญ์   คงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเจตนาแต่งให้ผิด แต่เป็นเพราะตัวเราเองนั่นแหละที่ไม่รู้หรือรู้ไม่ถึงตัวท่านเท่านั้นเอง   เพราะฉะนั้นเราจะบอกว่าท่านแต่งผิดไม่ได้  แม้จะเป็นเช่นนั้นก็จริง  แต่เกี่ยวกับคำอาราธนาธรรมนั้น เป็นคำที่มีหลักฐานชัดเจนแน่นอนตรวจสอบค้นได้ (โดยเฉพาะพระไตรปิฎก)   ทั้งยังมีคำอธิบายมารองรับ ทั้งจากอรรถกถา คัมภีร์ฉันท์ และวิธีแห่งไวยากรณ์   เรากลับไม่ยึดถือสิ่งที่ถูกต้องมีหลักฐานชัดเจนอยู่แล้ว   แต่กลับไปหยิบยก/ยึดถือเอาคำที่ผิดจากหลักฐานและหลักการทั้งปวง  ก็ดูน่าหดหู่ใจ

ส่วนคำว่า ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ นั้น แน่นอนที่สุดว่าเราต้องตรวจสอบกันให้ชัดเจน  ทั้งในแง่หลักฐาน (แต่เข้าใจว่าคงไม่ได้นำมาจากพระไตรปิฎก)  และวิธีแห่งไวยากรณ์ทั้งหลายเสียก่อน    ตราบใดที่เรายังหาหลักฐาน/หลักการไม่ได้ ก็ยังไม่ควรตัดสินลงไปว่าถูกหรือผิด   แต่กรณีคำอาราธนาธรรมนั้นสามารถตัดสินได้เลย เพราะมีความชัดเจนดังกล่าวแล้วนั่นเอง

๓.  ที่ว่า “คล้ายๆ กับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานที่มีการเปลี่ยนแปลงได้”   ต้องทำความเข้าใจกันว่า พระไตรปิฎก กับ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน นั้น มีความแตกต่างกัน   พระไตรปิฎก โดยเฉพาะฉบับบาลีที่คนไทยเรานับถือนั้น (ฉบับของเถรวาท) คือ ฉบับเดิมแท้ เก่าแก่ และสมบูรณ์ที่สุด   แทบไม่ต้องแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงอะไรอีก   ในเรื่องนี้ นักปราชญ์ได้กล่าวไว้ว่า  พระไตรปิฎกภาษาบาลีของเถรวาทนี้ เป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นคำสอนดั้งเดิมแท้ของพระพุทธเจ้า  เก่าแก่ที่สุดเท่าที่จะสืบหาได้  แล้วรักษากันมาอย่างเคร่งครัด   ทั้งแม่นยำที่สุดและครบถ้วนที่สุด...   เรื่องที่ว่าพระไตรปิฎกบาลีเก่าแก่ เดิมแท้ ครบถ้วนที่สุดนี้เป็นที่รู้และยอมรับกันทั่ว   แต่ที่ก้าวไปไกลกว่านั้น  ก็คือการที่ปราชญ์มหายาน รวมทั้งในประเทศมหายานเอง ยอมรับด้วยว่าคัมภีร์ของตนไม่ใช่พุทธพจน์แท้จริง  จนกระทั่งเห็นว่าจะต้องหันมาศึกษาพระไตรปิฎกของเถรวาทด้วย...  (ดู พระธรรมปิฎก, กรณีธรรมกาย, พิมพ์ครั้งที่ ๙, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ บริษัท สหธรรมิก จำกัด, ๒๕๔๒, หน้า ๑๕-๑๘)

เมื่อเป็นที่ยอมรับกันดังกล่าวแล้ว  ก็เรียกว่าพระไตรปิฎกนั้นมีความสมบูรณ์ จนไม่ต้องไปแก้ไขหรือปรับปรุงอะไรเพิ่มเติมกันอีก   อย่างไรก็ตาม พระไตรปิฎกนั้นเมื่อคัดลอกต่อๆ กันมา หากเกรงว่าอาจจะมีการผิดเพี้ยนตกหล่น ท่าน (นักปราชญ์ทั้งหลาย) ก็คอยตรวจสอบกันอยู่เสมอๆ เวลาที่ประชุมกันตรวจสอบเป็นครั้งใหญ่ๆ  อย่างที่เรียกว่า “สังคายนา” ครั้งหนึ่งๆ ก็รวบรวมเอาพระไตรปิฎกบาลีที่มีอยู่ในประเทศต่างๆ ทั้งหลายมาตรวจชำระโดยสอบทานกัน    แต่ต้องเข้าใจว่า พระสงฆ์ที่ร่วมทำสังคายนานั้น  ไม่ใช่มาดัดแปลงถ้อยคำหรือข้อความใดๆ ในพระไตรปิฎก   เพราะความมุ่งหมายอยู่ที่จะรักษาของเดิมไว้ให้แม่นยำบริสุทธิ์บริบูรณ์ที่สุด (ถ้าใครขืนแทรกอะไรเข้าไป  ก็เรียกว่าเป็นสัทธรรมปฏิรูป คือของเทียมหรือของปลอม)   ดังนั้น ถ้าพบอะไรแปลกกันในต่างฉบับแม้แต่เล็กน้อยที่สุด  เช่นอักษรต่างกันตัวเดียว อย่าง จ หรือ ว ท่านก็จะทำเชิงอรรถบอกไว้ว่า  ฉบับนั้น มี จ ฉบับนี้มี ว ... (พระธรรมปิฎก, เล่มเดียวกัน, หน้า ๑๑๓-๑๑๔)

ดังนั้น  ในการพิมพ์พระไตรปิฎกแต่ละครั้งนั้น  โอกาสที่จะถูกแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง  โดยเฉพาะที่เป็นตัวเนื้อแท้นั้น มีน้อยเต็มที   อย่างที่ทำกันในระยะหลังๆ  นอกเหนือจากการสอบทานกันแล้ว  ก็มีการจัดรูปเล่ม จัดย่อหน้า วรรคตอน ตั้งหัวข้อ เป็นต้น

ตรงข้ามกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานนั้น  ยังมีความบกพร่องอยู่มาก ยังไม่มีข้อยุติที่สมบูรณ์ที่สุด (เพราะถ้าสมบูรณ์ที่สุดแล้ว ก็คงไม่ต้องมีฉบับใหม่ขึ้นมาอีก)   ดังนั้น ในการพิมพ์แต่ละครั้งจึงมีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ (ไม่ใช่แค่รูปเล่ม ย่อหน้า ฯลฯ)   ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขเนื้อหา (เช่น การกำหนดคำนิยาม), อักขรวิธีหรือการเขียนสะกดการันต์ต่างๆ (อย่างเช่น จันทร์เพ็ง เป็น จันทร์เพ็ญ, สั่งรเสริญ เป็น สรรเสริญ เป็นต้น  อันเป็นเรื่องของวิวัฒนาการของการเขียนหรือภาษา) หรือการอ่านหรือการบอกเสียงอ่าน เป็นต้น    นอกจากนั้นแล้ว  ก็ยังมีการเพิ่มเติมสอดแทรกอื่นๆ อีกมากมาย [จนพจนานุกรมฉบับปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๔๒ พิมพ์ครั้งที่ ๑ พ.ศ.๒๕๔๖) มีความหนาถึง ๑,๔๐๐ กว่าหน้า]   เรียกได้ว่ากว่าจะมาถึงฉบับปัจจุบันนี้ได้ ก็มีการแก้ไข เปลี่ยนแปลง ปรับปรุง เพิ่มเติมมาหลายยุคหลายสมัย (ก่อนหน้านั้น ก็ปรากฏว่ามีพจนานุกรมอื่นๆ เกิดขึ้นมามากมาย) เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า พระไตรปิฎก กับ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (รวมทั้งฉบับอื่นๆ ด้วย) มีความแตกต่างกัน  เพราะพระไตรปิฎกนั้น แม้จะคัดลอกหรือถ่ายทอดกันมาเป็นร้อยๆ ปี (และต่อไปอีก) ก็มีการแก้ไขตัดทอนหรือเพิ่มเติมสอดแทรกเข้า น้อยมาก   มีแต่จะช่วยกันรักษาของเดิมเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้   ในขณะที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (รวมทั้งฉบับอื่นๆ) มีการแก้ไข เปลี่ยนแปลง ปรับปรุงอยู่ตลอดเวลาดังกล่าวแล้ว (และคาดว่าจะมีการกระทำต่อไปอีก)

อย่างไรก็ดี  พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานนั้น นับว่าน่าสรรเสริญที่พยายามปรับปรุงให้สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้อยู่เสมอ   โดยมีนักปราชญ์หลายท่านช่วยกันจัดทำ  บางท่าน (เช่น ศ.(พิเศษ) จำนงค์ ทองประเสริฐ) ก็ได้พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะให้คนไทยใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง ไม่ผิดเพี้ยน ไม่เป็นภาษาวิบัติ   ดังจะเห็นได้จากงานเขียนของท่าน (เช่น บทความ เรื่องภาษา) ออกมาเผยแพร่สู่สาธารณชนนั้น

๔. ที่ว่า “เป็นระเบียบปฏิบัติที่คนหมู่มากได้ปฏิบัติกันมาอย่างนี้นานแล้ว  ก็ให้ปฏิบัติตามไปก่อนจนกว่าจะมีการประกาศใหม่”   จริงๆ แล้วไม่ใช่ระเบียบปฏิบัติ  ไม่ว่าจะเป็นการประกาศออกมาเป็นระเบียบปฏิบัติในลักษณะของคำสั่งก็ตาม  ซึ่งผู้เขียนยังไม่เคยเห็นว่ามีการประกาศใช้เป็นระเบียบปฏิบัติในที่ใดๆ  รวมทั้งในกองทัพบก กองทัพเรือ หรือกองทัพอากาศ  พบแต่อยู่ในรูปของหนังสือ เช่น มนต์พิธี หรือที่ปฏิบัติๆ กันมา (แต่ไม่ได้ประกาศออกมาเป็นคำสั่ง)   แท้จริงแล้ว เป็นข้อปฏิบัติผิดๆ ที่คนในวงการชาวพุทธ โดยเฉพาะในประเทศไทยเรา ได้ปฏิบัติกันมาช้านานแล้ว  ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่านานแค่ไหน ถึงร้อยปีหรือไม่  จนกลายเป็นสิ่งที่สังคมส่วนใหญ่ได้ยอมรับกันว่าถูกต้องไปแล้ว   หรือไม่เห็นว่าจะผิดตรงไหน ทั้งไม่มีใครมีความคิดหรือความกล้าหาญที่จะแก้ไข  จนเลยตามเลยมา ซึ่งก็คิดว่าอีกนานแค่ไหน เราจึงเปลี่ยนแปลงตรงนี้ได้ (จะมีการประกาศให้ปฏิบัติกันเมื่อไร)  พูดถึงตรงนี้เอง จึงอยากฝากถึงนักวิชาการศาสนาทั้งหลาย (ที่มีความรู้จริง) ว่าทำไมพวกเราจึงไม่มีความกล้าหาญพอที่จะเป็นผู้นำเขาได้ ในเมื่อได้พบหลักฐานที่ชัดเจนถึงเพียงนี้แล้ว  แทนที่เราจะเป็นผู้นำเขา กลับต้องเป็นผู้เดินตามผู้อื่น  ทั้งๆ ที่รู้แก่ใจว่าผู้นำนั้นไม่ถูกต้อง  หรือเป็นเพราะเรามีความรู้ยังไม่ดีพอที่จะกระทำเช่นนั้นคือเป็นผู้นำเขาได้

   เมื่อท่านทั้งหลายได้อ่านบทความนี้จบลงแล้ว  จะมีความคิดเห็นเป็นประการใดนั้น  ก็ไม่อาจทราบได้ แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว  มีความเห็นว่าไม่อยากเห็นเรื่องนี้ผ่านพ้นไปเฉยๆ โดยไม่มีผลใดๆ   ได้แต่หวังอยู่บ้างว่า  ถ้าหากเป็นไปได้  ก็อาจนำเสนอถึงนักปราชญ์ทั้งหลายหรือผู้อยู่เบื้องบน ที่มีบทบาทสำคัญ ได้รับรู้รับทราบข้อเท็จจริง  แล้วพิจารณาเห็นชอบด้วย  และทำให้เรื่องนี้กลายเป็นรูปธรรมขึ้นมา   ส่วนผู้เขียนก็มีหน้าที่หรือทำได้เพียงเขียนชี้แจงไปตามหลักวิชาการเท่านั้น

เขียนมาพอสมควร  เห็นควรยุติเพียงเท่านี้   เปิดโอกาสให้ผู้รู้ท่านอื่นๆ ได้ค้นคว้าคัมภีร์พระไตรปิฎก และคัมภีร์อื่นๆ รวมทั้งคัมภีร์สัททาวิเสสอย่างทั่วถึง  แล้ววินิจฉัยสิ่งที่ยังเป็นปัญหา  หรือยังเป็นที่สงสัย  เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาภาษาบาลี  ทั้งจะเป็นประโยชน์แก่สังคมประเทศชาติในวงกว้างต่อไป


 

เรียน บรรณาธิการ [นิตยสารนาวิกศาสตร์]

เนื่องจากบทความนี้  มีคำบาลีมาเกี่ยวข้องจำนวนไม่น้อย   ดังนั้น ถ้ามีความประสงค์จะพิมพ์  พึงระวังให้มาก เพราะคำบาลีต้องพิมพ์ให้ถูกต้อง เช่น กตญฺชลี, กตฺอญฺชลี,  หรือ น นฺ (สังเกต ว่า มีจุดข้างล่าง กับไม่มี) เป็นต้น  เหล่านั้น ล้วนมีความสำคัญ   ถ้าอย่างไร หากบทความนี้ได้รับการพิจารณาตีพิมพ์  ก่อนตีพิมพ์ควรให้เจ้าของบทความได้ตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

ด้วยความนับถือ
ร.ต.สุรเชษฐ์ ทองแม้น
กอศ.ยศ.ทร. (53636)
(เจ้าของบทความ “เส้นทางจากพระ(มหา) มาสู่ทหาร”)

ที่มา: http://www.navy.mi.th/navic/document/880308c.html

ดาวน์โหลดได้ที่นี่ กรณีคำอาราธนาธรรม (162 kb)

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

  • ที่อยู่เว็บและอีเมลจะเปลี่ยนเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • แท็ก HTML ที่อนุญาตให้ใช้
  • ขึ้นบรรทัดและจัดย่อหน้าให้อัตโนมัติ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตัวเลือกการจัดรูปแบบ

By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.