เฉลยข้อสอบบาลีสนามหลวง ป.ธ.3 ปี 2545

ปย.1-2 | ป.ธ. 3 | ป.ธ. 4 | ป.ธ. 5 | ป.ธ. 6 | ป.ธ. 7 | ป.ธ. 8 | ป.ธ. 9

| 2539 | 2540 | 2541 | 2542 | 2543 | 2544 | 2545 | 2546 |

ประโยค ป.ธ. 3
ปัญหาและเฉลย บาลีไวยากรณ์
สอบวันที่  9  กุมภาพันธ์  2545

1. อะไรเป็นฐานและกรณ์ของพยัญชนะวรรค. ในพยัญชนะวรรคเหล่านี้ ตัวไหน เป็นโฆสะ.  ตัวไหนเป็นอโฆสะ.

ฐานกรณ์ของพยัญชนะวรรคมีดังนี้ คือ

กณฺโฐ คอ  เป็นฐาน และ สกฏฺฐานํ ฐานของตน  เป็นกรณ์ของ พยัญชนะ  ก วรรค
ตาลุ เพดาน เป็นฐาน  และ ชิวฺหามชฺฌํ ท่ามกลางลิ้น เป็นกรณ์ของพยัญชนะ จ วรรค
มุทฺธา ศีรษหรือปุ่มเหงือก เป็นฐาน และ ชิวฺโหปคฺคํ  ถัดปลายลิ้นเข้ามา เป็นกรณ์ของพยัญชนะ ฏ วรรค
ทนฺโต ฟัน เป็นฐาน และ ชิวฺหคฺคํ ปลายลิ้น เป็นกรณ์ของพยัญชนะ ต วรรค
โอฏฺโฐ ริมฝีปาก เป็นฐาน และ สกฏฺฐานํ ฐานของตน เป็นกรณ์ ของพยัญชนะ ป วรรค

พยัญชนะที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ในวรรคทั้ง 5 คือ ค ฆ ง, ช ฌ ญ, ฑ ฒ ณ, ท ธ น, และ พ ภ ม เป็น โฆสะ.
ส่วนพยัญชนะที่ 1 ที่ 2 ในวรรคทั้ง 5 คือ ก ข, จ ฉ, ฏ ฐ, ต ถ, และ ป ผ เป็น อโฆสะ.

2. ในพยัญชนะสนธิ  อาคโม กับ สัญโญโค มีลักษณะต่างกันอย่างไร.   จงตอบพร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบ. 
ยโถทเก, อาจิณฺณเมเวตํ เป็นสนธิอะไร. ตัดและต่ออย่างไร.

มีลักษณะต่างกันอย่างนี้ คือ อาคโม ได้แก่ การลงพยัญชนะอาคม 8 ตัว คือ ย ว ม ท น ต ร ฬ  ในเมื่อมีสระอยู่เบื้องหลัง ตัวอย่างเช่น ยถา-อิทํ เป็น ยถายิทํ เป็นต้น 
ส่วน สญฺโญโค นั้น ได้แก่ การซ้อนพยัญชนะ มี 2 ลักษณะ คือ ซ้อนพยัญชนะที่มีรูปเหมือนกันอย่างหนึ่ง ตัวอย่างเช่น อิธ-ปโมทติ เป็น อิธปฺปโมทติ เป็นต้น   ซ้อนพยัญชนะที่มีรูปไม่เหมือนกัน อย่างหนึ่ง ตามหลักการสังโยค คือ บรรดาพยัญชนะวรรคทั้งปวง พยัญชนะที่ 1 ซ้อนหน้าพยัญชนะ ที่ 1 และ ที่ 2 ในวรรคของตนได้   พยัญชนะที่ 3 ซ้อนหน้าพยัญชนะที่ 3 และที่ 4 ในวรรคของตนได้   พยัญชนะที่ 5 ซ้อนหน้าพยัญชนะทุกตัวในวรรคของตนได้ เว้นพยัญชนะ คือ ง ซ้อนหน้าพยัญชนะทั้ง 5 ในวรรคของตนได้ แต่ซ้อนหน้าตัวเองไม่ได้   ตัวอย่างเช่น จตฺตาริ-ฐานานิ เป็น จตฺตาริฏฺฐานานิ เป็นต้น.

ยโถทเก เป็นวิการสรสนธิ ตัดเป็น ยถา-อุทเก เมื่อลบสระหน้าแล้ว วิการสระหลัง คือลบ อา ที่ ยถา วิการ อุ ที่ อุทเก เป็น โอ ต่อเป็น ยโถทเก
อาจิณฺณเมเวตํ เป็นอาเทสนิคคหิตสนธิ และโลปสรสนธิ  ตัดเป็น อาจิณฺณํ-เอว-เอตํ
ระหว่าง อาจิณฺณํ-เอว ถ้าสระอยู่เบื้องปลาย แปลงนิคคหิตเป็น ม  ต่อเป็น อาจิณฺณเมว
ระหว่าง อาจิณฺณเมว-เอตํ   ถ้าสระหน้าเป็นรัสสะ สระหลังเป็นรัสสะ  มีพยัญชนะสังโยคอยู่เบื้องหลังก็ดี เป็นทีฆะก็ดี ลบสระหน้า คือ ลบ อ ที่สุดแห่ง อาจิณฺณเมว เสีย ต่อเป็น อาจิณฺณเมเวตํ.

3. มโนคณะ ได้แก่ศัพท์อะไรบ้าง ?  มีวิธีแจกวิภัตติแปลกจาก อ การันต์อื่นๆ อย่างไร ?  เมื่อเข้าสมาสแล้วนิยมให้ทำอย่างไร ?
    ได้แก่ศัพท์เหล่านี้ คือ
        มน    ใจ            เตช    เดช
        อย    เหล็ก         ปย    น้ำนม
        อุร    อก            ยส    ยศ
        เจต    ใจ           วจ    วาจา
        ตป    ความร้อน    วย    วัย
        ตม    มืด            สิร    หัว.
มีวิธีแจกวิภัตติแปลกจาก  อ การันต์อื่นๆ อยู่ 5 วิภัตติ คือ นา กับ สฺมา เป็น  อา,   ส ทั้ง 2 เป็น โอ,   สฺมึ เป็น อิ,   แล้วลง ส อาคม เป็น สา เป็น โส เป็น สิ    เอา อํ เป็น โอ ได้บ้าง เหมือนคำว่า ยโส ลทฺธา น มชฺเชยฺย ชนได้แล้ว ซึ่งยศ ไม่พึงมัวเมา เป็นต้น.

เมื่อเข้าสมาสแล้วนิยมเอาสระที่สุดศัพท์ของตนเป็น โอ ได้ เหมือน คำว่า มโนคโณ หมู่แห่งมนะ  อโยมยํ ของบุคคลทำด้วยเหล็ก เป็นต้น    เว้น วจ ศัพท์ ไม่นิยมเช่นนั้น  แต่นิยมเอาสระที่สุดของตนเป็น อี  เหมือนคำว่า วจีกมฺมํ  วจีทฺวารํ ฉะนั้น.

4. กิริยาอาขยาตประกอบด้วยเครื่องปรุงเท่าไร ?  อะไรบ้าง ?  จะทราบ กาล บท วจนะ และบุรุษได้ ต้องอาศัยอะไร ?
ปมชฺชึสุ, นิเวสเย ประกอบด้วยเครื่องปรุงอะไรบ้าง.

ประกอบด้วยเครื่องปรุง 8 อย่างคือ วิภัตติ กาล บท วจนะ บุรุษ ธาตุ วาจก และปัจจัย. ต้องอาศัยวิภัตติ.

ปมชฺชึสุ ประกอบด้วย ป บทหน้า มทฺ ธาตุ ในความเมา ความประมาท ลง ย ปัจจัย แปลง ย กับที่สุดธาตุคือ ท เป็น ชฺช ลง อุํ อัชชัตตนีวิภัตติ แปลง อุํ เป็น อึสุ.
นิเวสเย ประกอบด้วย นิ บทหน้า วิสฺ ธาตุ ในความเข้าไป ลง ณย ปัจจัย ปัจจัยที่เนื่องด้วย ณ พฤทธิ์ อิ ที่ วิสฺ ธาตุ เป็น เอ ลง เอยฺย สัตตมีวิภัตติ ลบ ยฺย คงไว้แต่ เอ.

5. ตูนาทิปัจจัย คือปัจจัยอะไร. ในที่เช่นไร นิยมแปลงเป็น ย. ในที่เช่นไรต้องแปลง ย เป็นอย่างอื่นต่อไปอีก.   จงตอบพร้อม ทั้งยกตัวอย่างประกอบ. 
อตฺถกถา, โกโธ ลงปัจจัยอะไร. เป็นรูปและสาธนะอะไร จงตั้งวิเคราะห์มาดู.

คือปัจจัยมี ตูน เป็นต้น หมายถึง ปัจจัย 3 ตัว คือ ตูน ตฺวา ตฺวาน.

ในที่เช่นนี้ คือ ธาตุมีอุปสัคอยู่หน้า นิยมแปลง ตูนาทิปัจจัยเป็น ย ตัวอย่างเช่น อาทาย ปหาย เป็นต้น.

ในที่ต้องแปลง ย เป็นอย่างอื่นอีก คือ ธาตุที่มี ม เป็นที่สุดอยู่หน้า แปลง ย กับที่สุดธาตุเป็น มฺม ตัวอย่างเช่น อาคมฺม, นิกฺขมฺม เป็นต้น.
ธาตุที่มี ท เป็นที่สุดอยู่หน้า แปลง ย กับที่สุดธาตุเป็น ชฺช ตัวอย่างเช่น อุปฺปชฺช, ปมชฺช เป็นต้น.
ธาตุที่มี ธ กับ ภ เป็นที่สุดอยู่หน้า แปลง ย กับที่สุดธาตุเป็น ทฺธา พฺภ  ตัวอย่างเช่น วิทฺธา, อารพฺภ เป็นต้น.
ธาตุที่มี ห เป็นที่สุดอยู่หน้า แปลง ย กับที่สุดธาตุเป็น ยฺห ตัวอย่างเช่น ปคฺคยฺห อารุยฺห เป็นต้น.

อตฺถกถา ลง อ ปัจจัย เป็นกัมมรูป กัมมสาธนะ
ตั้งวิเคราะห์ว่า    อตฺโถ กถิยติ เอตายาติ อตฺถกถา (วาจา)
หรือเป็นกัตตุรูป กรณสาธนะ   ตั้งวิเคราะห์ว่า  อตฺถํ กเถนฺติ เอตายาติ อตฺถกถา (วาจา)
หรือเป็นภาวรูป ภาวสาธนะ ตั้งวิเคราะห์ว่า   อตฺถกถนํ อตฺถกถา

โกโธ ลง ณ ปัจจัย เป็นภาวรูป ภาวสาธนะ  ตั้งวิเคราะห์ว่า  กุชฺฌนํ โกโธ
หรือเป็นกัตตุรูป กุตตุสาธนะ ตั้งวิเคราะห์ว่า กุชฺฌตีติ โกโธ (ชโน)
หรือเป็นกัตตุรูป สัมปทานสาธนะ ตั้งวิเคราะห์ว่า กุชฺฌติ ตสฺสาติ โกโธ (ชโน).

6. วิเสสนบุพพบท กับ วิเสสโนภยบท กัมมธารยสมาส ต่างกันอย่างไร.   จงตอบพร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบ.  
ยถาเวคํ, อุปฺปนฺนพลวโกธา (เทวตา) เป็นสมาสอะไรบ้าง  จงตั้งวิเคราะห์มาตามลำดับ.

ต่างกันอย่างนี้ คือ วิเสสนบุพพบท กัมมธารยสมาส มีบทวิเสสนะอยู่ต้น บทประธานอยู่ข้างหลัง
ตัวอย่างเช่น มหนฺโต ปุริโส มหาปุริโส บุรุษใหญ่ ขตฺติยา กญฺญา ขตฺติยกญฺญา นางกษัตริย์ เป็นต้น.

ส่วน วิเสสโนภยบท กัมมธารยสมาส มีบททั้ง 2 เป็นวิเสสนะ มีบทอื่นเป็นประธาน
ตัวอย่างเช่น สีตญฺจ สมฏฺฐญฺจ สีตสมฏฺฐํ (ฐานํ ที่) ทั้งเย็นทั้งเกลี้ยง,  อนฺโธ จ วธิโรจ อนฺธวธิโร (ปุริโส บุรุษ) ทั้งบอดทั้งหนวก เป็นต้น.

ยถาเวคํ เป็นนิปาตปุพพกะ อัพยยีภาวสมาส   ตั้งวิเคราะห์ว่า เวคสฺส ปฏิปาฏิ ยถาเวคํ  หรือตั้งวิเคราะห์ว่า โย โย เวโค ยถาเวคํ.
อุปฺปนฺนพลวโกธา (เทวตา) เป็นจตุตถีพหุพพิหิสมาส มีวิเสสนบุพพบท กัมมธารยสมาสเป็นภายใน ตั้งวิเคราะห์ตามลำดับดังนี้
    วิ. บุพ. กัม.     วิ. พลวา โกโธ พลวโกโธ
        หรือ         วิ. พลวา จ โส โกโธ จาติ พลวโกโธ
    จ.พหุพ.        วิ. อุปฺปนฺโน พลวโกโธ ยสฺสา สา อุปฺปนฺนพลวโกธา (เทวตา).

7. ตัทธิตโดยย่อมีเท่าไร. อะไรบ้าง. เพราะเหตุไรจึงจัดอย่างนั้น.  
โกสมฺพิกา (ภิกฺขู), ปาปิมา (มาโร) ลงปัจจัยอะไร. ในตัทธิตไหน. จงตั้งวิเคราะห์มาดู.

    มี 3 อย่าง.  คือ สามัญญตัทธิต  ภาวตัทธิต  และอัพยยตัทธิต.
    เพราะจัดตามลักษณแห่งตัทธิตนั้นๆ กล่าวคือ
    สามัญญตัทธิต เป็นตัทธิตสามัญใช้ลงแทนศัพท์ได้ทั่วไป ทั้งที่เป็น นามนาม คุณนาม และกิริยา.
    ภาวตัทธิต ใช้ปัจจัยลงแทนได้เฉพาะ ภาว ศัพท์อย่างเดียว.
    อัพยยตัทธิต ใช้ปัจจัยลงแทน ปการ ศัพท์ หลังสัพพนาม แล้วสำเร็จรูป เป็นอัพยยตัทธิต แจกด้วยวิภัตติทั้ง 7 ไม่ได้.

    โกสมฺพิกา ลง ณิก ปัจจัย ในตรัตยาทิตัทธิต
    ตั้งวิเคราะห์ว่า โกสมฺพิยํ วสนฺตีติ โกสมฺพิกา (ภิกฺขู).
    ปาปิมา ลง อิมนฺตุ ปัจจัย ในตทัสสัตถิตัทธิต ตามนัยแห่งสัททนีติ
    ตั้งวิเคราะห์ว่า ปาปํ อสฺส อตฺถีติ ปาปิมา (มาโร).

ความคิดเห็น

ขอบคุณครับ

ขอบคุณครับ

แสดงความคิดเห็น

  • ที่อยู่เว็บและอีเมลจะเปลี่ยนเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • แท็ก HTML ที่อนุญาตให้ใช้
  • ขึ้นบรรทัดและจัดย่อหน้าให้อัตโนมัติ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตัวเลือกการจัดรูปแบบ

By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.
Powered by Drupal, an open source content management system