เฉลยข้อสอบบาลีสนามหลวง ป.ธ.3 ปี 2544

ปย.1-2 | ป.ธ. 3 | ป.ธ. 4 | ป.ธ. 5 | ป.ธ. 6 | ป.ธ. 7 | ป.ธ. 8 | ป.ธ. 9

| 2539 | 2540 | 2541 | 2542 | 2543 | 2544 | 2545 | 2546 |

ประโยค ป.ธ. 3
ปัญหาและเฉลย บาลีไวยากรณ์
สอบวันที่  20 กุมภาพันธ์  2544

1. พยัญชนะในภาษาบาลี มีเท่าไร  อะไรบ้าง.   ต่างจากสระอย่างไร.
มี 33 ตัว คือ  ก ข ค ฆ ง
            จ ฉ ช ฌ ญ
            ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
            ต ถ ท ธ น
            ป ผ พ ภ ม
            ย ร ล ว ส ห ฬ อํ.
ต่างจากสระอย่างนี้ คือ พยัญชนะ 33 ตัวนี้ ออกเสียงไม่ได้ตามลำพังตัวเองเหมือนสระ   ต้องอาศัยสระจึงออกเสียงได้.

2. ในสนธิกิริโยปกรณ์   อาเทส กับ วิการ  มีลักษณะต่างกันอย่างไร.   จงอธิบายพร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบ.   
ยเถวายํ, กาโลยนฺเต เป็นสนธิอะไรบ้าง.   ตัดและต่ออย่างไร.

มีลักษณะต่างกันอย่างนี้ คือ อาเทส ได้แก่ การแปลงสระให้เป็นพยัญชนะ คือ แปลง อิ-เอ เป็น ย ตัวอย่างเช่น  ปฏิสณฺฐารวุตฺติ-อสฺส เป็น ปฏิสณฺฐารวุตฺยสฺส เป็นต้น.
แปลงพยัญชนะ เป็นพยัญชนะ คือ แปลง ติ เป็น ตฺย แล้วให้เป็น จฺจ ตัวอย่างเช่น ปติ-อุตฺตริตฺวา เป็น ปจฺจุตฺตริตฺวา, อิติ-เอวํ เป็น อิจฺเจวํ เป็นต้น.
แปลงนิคคหิต เป็น พยัญชนะ คือ เมื่อพยัญชนะวรรคอยู่หลัง นิคคหิต อยู่หน้า แปลงนิคคหิตเป็นพยัญชนะที่สุดวรรค เช่น เอวํ-โข เป็น เอวงฺโข เป็นต้น.
เมื่อ เอ และ ห อยู่หลัง แปลงนิคคหิตเป็น ญ ตัวอย่าง เช่น ตํ-เอว เป็น ตญฺเญว,   ตํ-หิ เป็น ตญฺหิ เป็นต้น.

ส่วน วิการ ได้แก่การแปลงสระเป็นสระเท่านั้น  คือ การทำสระตัวหนึ่งให้เป็นสระอีกตัวหนึ่ง เช่น ทำ อิ ให้เป็น เอ ทำ อุ ให้เป็น โอ    ตัวอย่างเช่น มุนิ-อาลโย เป็น มุเนลโย,  สุ-อตฺถี เป็น โสตฺถี เป็นต้น.

ยเถวายํ เป็น โลปสรสนธิ และทีฆะสรสนธิ ตัดเป็น ยถา-เอว-อยํ.
ระหว่าง ยถา-เอว   ถ้าสระหน้าเป็นทีฆะ สระหลังเป็นรัสสะ มีพยัญชนะสังโยคอยู่เบื้องหลังก็ดี เป็นทีฆะก็ดี ลบสระหน้าคือ อา ที่สุดแห่งศัพท์ ยถา   ต่อเป็น ยเถว.
ระหว่าง ยเถว-อยํ   ถ้าสระทั้ง 2 เป็นรัสสะ มีรูปเสมอกัน คือ เป็น อ หรือ อิ หรือ อุ ทั้ง 2   เมื่อลบแล้วต้องทีฆะสระที่ไม่ได้ลบ คือ อ ที่ อยํ เป็น อา   ต่อเป็น ยเถวายํ.

กาโลยนฺเต  เป็นโลปสรสนธิ และ อาเทสนิคคหิตสนธิ  ตัดเป็น กาโล-อยํ-เต
ระหว่าง กาโล-อยํ   ถ้าสระทั้ง 2 คือ สระหน้า และสระหลัง มีรูปไม่เสมอกัน   ลบสระหลัง คือ อ ที่ อยํ    ต่อเป็น กาโลยํ
ระหว่าง กาโลยํ-เต   เมื่อมีพยัญชนะวรรคอยู่หลัง  มีนิคคหิตอยู่หน้า   อาเทสนิคคหิตที่ กาโลยํ เป็นพยัญชนะสุดวรรค  ต่อเป็น กาโลยนฺเต.

3. จงตอบคำถามต่อไปนี้
ก. อะไรเรียกว่าการันต์.  มีเท่าไร.  อะไรบ้าง.
ข. ปกติสังขยา กับ ปูรณสังขยา ต่างกันอย่างไร.
ค. อุปสัค กับ นิบาต ต่างกันอย่างไร.

ได้ตอบคำถามดังนี้
ก. สระที่สุดแห่งศัพท์ เรียกว่า การันต์ มี 6 คือ อ อา อิ อี อุ อู.
ข. ต่างกันอย่างนี้ คือ ปกติสังขยา สำหรับนับโดยปกติ เป็นต้นว่า หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า    
    ส่วน ปูรณสังขยา สำหรับนับนามนามที่เต็มในที่นั้นๆ คือ นับเป็นชั้นๆ เป็นต้นว่า ที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ที่สี่ ที่ห้า.
ค. ต่างกันอย่างนี้คือ อุปสัค สำหรับใช้นำหน้านามและกิริยาให้วิเศษขึ้น   เมื่อนำหน้านาม มีอาการคล้ายคุณศัพท์ เมื่อนำหน้ากิริยามีอาการคล้ายกิริยาวิเสสนะ  
    ส่วน นิบาต สำหรับลงในระหว่างนามศัพท์บ้าง กิริยาศัพท์บ้าง   บอกอาลปนะ กาล ที่ ปริจเฉท อุปไมย ปฏิเสธ ความได้ยินเล่าลือ ความปริกับ ความถาม ความรับ ความเตือน เป็นต้น.

4. วิภัตติอาขยาตนั้น มีกี่หมวด.   หมวดไหนบอกกาลอะไร.
    มี 8 หมวด.
    หมวดวตฺตมานา    บอกปัจจุบัน
    หมวด ปญฺจมี     บอกความบังคับ ความหวัง ความอ้อนวอน
    หมวด สตฺตมี     บอกความยอมตาม ความกำหนด และความรำพึง เป็นต้น
    หมวด ปโรกฺขา     บอกอดีตกาลไม่มีกำหนด
    หมวด หิยตฺตนี     บอกอดีตกาลตั้งแต่วานนี้
    หมวด อชฺชตฺตนี     บอกอดีตกาลตั้งแต่วันนี้
    หมวด ภวิสฺสนฺติ     บอกอนาคตกาลแห่งปัจจุบัน
    หมวด กาลาติปตฺติ     บอกอนาคตกาลแห่งอดีต.

5. รูปวิเคราะห์แห่งสาธนะ มีเท่าไร. อย่างไหนเป็นสาธนะอะไรได้บ้าง.  ธมฺมชีวี (ปุคฺคโล), คพฺภปาตนํ (เภสชฺชํ) ลงปัจจัยอะไร. เป็นรูปและ สาธนะอะไร. จงตั้งวิเคราะห์มาดู.
    มี 3 อย่าง   คือ
    1. กัตตุรูป เป็นได้ทุกสาธนะ เว้นภาวสาธนะ
    2. กัมมรูป เป็นได้ 4 สาธนะ คือ กัมมสาธนะ กรณสาธนะ สัมปทานสาธนะ และอธิกรณสาธนะ
    3. ภาวรูป เป็นภาวสาธนะได้อย่างเดียว.

ธมฺมชีวี (ปุคฺคโล) ลง ณี ปัจจัย เป็นกัตตุรูป กัตตุสาธนะ ตั้งวิเคราะห์ว่า ธมฺเมน ชีวติ
ธมฺมชีวี (ปุคฺคโล) เป็นกัตตุรูป ลงในอรรถแห่งตัสสีละ   ตั้งวิเคราะว่า ธมฺเมน ชีวติ สีเลนาติ
ธมฺมชีวี (ปุคฺคโล) เป็นสมาสรูป ตัสสีลสาธนะ ตั้งวิเคราะห์ว่า ธมฺเมน ชีวิตุํ ํ สีลมสฺสาติ ธมฺมชีวี (ปุคฺคโล).
คพฺภปาตนํ (เภสชฺชํ) ลง ยุ ปัจจัย เป็นกัตตุรูป กรณสาธนะ ตั้งวิเคราะห์ว่า  คพฺภํ ปาเติ เตนาติ คพฺภปาตนํ (เภสชฺชํ).

6. สมาสอะไรบ้าง ที่นิยมบทแปลงเป็นนปุงสกลิงค์.  จะทราบได้อย่างไร ว่าเป็นสมาสไหน.
ปวตฺติตปวรธมฺมจกฺโก (ภควา) เป็นสมาสอะไร จงตั้งวิเคราะมาตามลำดับ.

สมาสที่นิยมบทปลงเป็นนปุงสกลิงค์ มี 3 คือ สมาหารทิคุสมาส 1 อสมาหารทวันทวสมาส 1 อัพยยีภาวสมาส 1

จะทราบได้ว่าเป็นสมาสใด  โดยความนิยมดังนี้
สมาหารทิคุสมาส นิยมสังขยาเป็นบทหน้า บทหลังเป็นประธาน.
สมาหารทวันทวสมาส นิยมนามนามตั้งแต่ 2 ศัพท์ขึ้นไป ท่านย่อเข้าบทเดียวกันและเป็นบทประธานทั้งสิ้น.
ส่วนอัพยยีภาวสมาส นิยมอุปสัคและนิบาต เป็นบทหน้า และใช้เป็นประธานแห่งบทหลัง.

ปวตฺติตปวรธมฺมจกฺโก (ภควา) เป็น ตติยาตุลยาธิกรณพหุพพิหิสมาส
มีอวธารณบุพพบท กัมมธารยสมาส และวิเสสนบุพพบท กัมมธารยสมาสเป็นภายใน
ตั้งวิเคราะห์ตามลำดับ ดังนี้
    (อว. กัม. วิ.)    ธมฺโม เอว จกฺกํ  ธมฺมจกฺกํ
    (วิ. บุพพ. กัม. วิ.)    ปวรํ ธมฺมจกฺกํ ปวรธมฺมจกฺกํ
    (ตติ. ตุล. พหุพ. วิ.)    ปวตฺติตํ  ปวรธมฺมจกฺกํ เยน โส ปวตฺติตปวรธมฺมจกฺโก  (ภควา).

7. ตทัสสัตถิตัทธิต มีปัจจัยเท่าไร. อะไรบ้าง. ปัจจัยตัวไหน ใช้แทนศัพท์อะไร.
พาลฺยํ, ปาหุเนยฺโย ลงปัจจัยอะไร ในตัทธิตไหน.   จงตั้งวิเคราะมาดูด้วย.

ตทัสสัตถิตัทธิต มีปัจจัย 9 ตัว คือ วี ส สี อิก อี ร วนฺตุ มนฺตุ ณ.
ทั้งหมดใช้ลงแทน อตฺถิ ศัพท์เท่านั้น

พาลฺยํ ลง ณฺย ปัจจัยในภาวตัทธิต ตั้งวิเคราะห์ว่า
    พาลสฺส ภาโว พาลฺยํ
ปาหุเนยฺโย ลง เอยฺย ปัจจัย ในฐานตัทธิต ตั้งวิเคราะห์ว่า
    ปาหุนํ อรหตีติ  ปาหุเนยฺโย
    ปาหุนาย อนุจฺฉวิโก โหติ วา ปาหุเนยฺโย.

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

  • ที่อยู่เว็บและอีเมลจะเปลี่ยนเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • แท็ก HTML ที่อนุญาตให้ใช้
  • ขึ้นบรรทัดและจัดย่อหน้าให้อัตโนมัติ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตัวเลือกการจัดรูปแบบ

By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.
Powered by Drupal, an open source content management system